posttoday
วิกฤตสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เสียงเรียกร้องแห่ง 'คุณธรรมร่วม (Shared Value)'

วิกฤตสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เสียงเรียกร้องแห่ง 'คุณธรรมร่วม (Shared Value)'

22 กรกฎาคม 2553

 

 

ห่างหายกันไปหนึ่งเดือนเต็ม เนื่องจากเหตุการณ์ในบ้านเมืองที่ผ่านมา ความพยายามที่จะนำความปกติสุขและความปรองดองกลับสู่สังคมไทยกำลังดำเนินไป ท่ามกลางบรรยากาศที่ความโกรธจากความผิดหวังหรือความชัง ข่าวลือจากเจ้าของเรื่องเล่ามากกว่าพันเรื่อง ความกลัวเรื่องการก่อการร้ายจากวาทกรรมของรัฐบาล และความขัดแย้งระหว่างสียังระบาดอยู่นั้น จึงอาจเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

บรรยากาศที่เกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้ เกิดขึ้นในขณะเดียวกับที่โลกกำลังหมุนไป โลกใบนี้ที่มีพื้นดินขนาดกว่า 5 แสนตารางกิโลเมตร อันเป็นขอบเขตของประเทศไทยตั้งอยู่ โลกใบนี้ที่ใครๆ ก็ทราบอยู่ เป็นโลกที่ “กำลังป่วย” จากโรคที่เรื้อรังชื่อ “ภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change)” โดยมิได้มีอาการแห่งความรุนแรงเฉพาะเพียง “ภาวะโลกร้อน (Global Warming)” เท่านั้น แต่ยังขยายผลไปทั่วทุกภูมิภาค และมีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเกิดจากการแผ่ขยายของเชื้อโรคที่ทุกฝ่ายก็ทราบกันดีอยู่ว่า เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งที่เป็นสาเหตุแห่งโรค และยังมีพฤติกรรรมที่ลดทอนภูมิคุ้มกันของโลก ทั้งในเรื่องกิจกรรมการผลิต การบริโภค สินค้าและบริการ อันเกิดจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมันปิโตรเลียม) และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่ใช้แล้วหมดไป และกระบวนการผลิตที่เพิ่มอุณหภูมิและสร้างมลภาวะให้กับโลก ตลอดจนการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเหล่านี้ที่นอกจากไม่รวมเอาต้นทุนสังคมและสิ่งแวดล้อม และยังไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องเหล่านี้ด้วย แน่นอนว่าในปัจจุบันมีการรณรงค์ถึงเรื่องราวเหล่านี้จนไม่มีใครปฏิเสธอาการป่วยของโลกใบนี้ แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับปัจเจกและสังคม กลับเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเป็นกระบวนการ ต่อเนื่องและสร้างกระแสที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับพฤติกรรม และกลไกทางสังคม

ขณะที่อาการป่วยของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของโลกใบนี้ ดำรงอยู่พร้อมไปกับปัญหาสังคม ในเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรม ความไม่ไว้วางใจกัน อันเป็นปัญหาร่วมในระดับนานาชาติและระดับชาติ ก็ค่อยๆ ทวีความรุนแรงเช่นเดียวกัน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ ที่ทุกประเทศต่างมุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นคุณค่าหลัก และมองเป็นหลักไมล์แห่งการเดินทางไปสู่ความเจริญประเทศ ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเงิน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในประเทศต่างๆ และส่งผลสืบเนื่องไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก อันเป็นสิ่งยืนยันถึงข้อจำกัดของโลกใบนี้ต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “Limit to Growth” ที่ไม่สามารถสร้างขยายผลกำไรจากการผลิตสินค้าและบริการอันเป็นภาคการผลิตที่แท้จริงได้ จึงต้องไปแสวงหาหรือเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดทุนแทน

จากสภาพข้างต้น ทำให้นักธุรกิจระดับนานาชาติจำนวนหนึ่งจากสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development) ได้ร่วมมือกันเสนอวิสัยทัศน์ในอีก 40 ปีข้างหน้า ถึงวาระใหม่ของธุรกิจที่ต้องทำร่วมกัน (Vision 2050 : The New Agenda) โดยเสนอให้ร่วมมือกันแก้ไขวิกฤตต่างๆ ตั้งแต่เรื่องพลังงานในการหาพลังงานทดแทนที่ใช้แล้วไม่หมดไป เรื่องการลดลงพื้นที่ป่าไม้ในการเพิ่มพื้นที่ป่าและอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เรื่องอาหารในภาคการเกษตรที่เน้นในเรื่องความปลอดภัยและสนองตอบการบริโภคในพื้นที่เป็นสำคัญ ตลอดจนการร่วมมือกันสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคม พร้อมไปกับการพิจารณาทบทวนเป้าหมายการพัฒนาที่เน้นผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) เป็นสำคัญ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เสียงเรียกร้องแห่งวิสัยทัศน์ข้างต้น มิเพียงเกิดขึ้นในกลุ่มนักธุรกิจระดับนานาชาติกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มิเพียงเห็นและเข้าใจปัญหาวิกฤตการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นพลวัตเท่านั้น เขายังตระหนักถึงการมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมก่อปัญหาข้างต้น และพร้อมสร้างคุณค่าร่วมของการทำธุรกิจใหม่ ที่มิจำกัดอยู่เพียงผลกำไรขององค์กร และคุณค่าของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ขยายผลของคุณค่าสู่สังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมมีบทบาทในการเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างแท้จริง

แม้นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ หรือศาสดาพยากรณ์ทั้งหลาย อาจคาดการณ์ว่า ไม่ว่าจะเกิดกระบวนการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามอาการป่วยของโลกใบนี้ และความสามารถในการรองรับพัฒนาการของโลกใบนี้ ก็จะถึงจุดสิ้นสุดในไม่ช้า แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธเช่นกัน ถึงพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาร่วมกันของผู้คนบนโลกใบนี้ ทั้งในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ที่ผ่านมา ดังนั้นแนวโน้มของการพลิกวิกฤตสู่โอกาส จึงมิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงท่าทีการแสดงออก ซึ่งการสร้างสรรค์คุณค่าร่วมขององค์กรธุรกิจ

เมื่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นวิกฤตต่างๆ ข้างต้น ที่ดำรงอยู่และค่อยๆ ทวีความรุนแรงส่งผลไปสู่ผู้คนทุกหนแห่ง ไม่จำกัดว่าเป็นคนในประเทศไหน หรือแม้แต่ปัญหาที่ดำรงอยู่ของไทย ที่ต้องอยู่ในบรรยากาศความโกรธ ความสับสนในข่าวลือต่างๆ ความกลัวต่อการก่อการร้าย และความขัดแย้งระหว่างสี ก็ย่อมได้รับการบรรเทาไปพร้อมๆ กัน อันเป็นผลมาจากการมองเห็นโลกใบนี้ในภาพกว้างอย่างเชื่อมโยง ทำให้สามารถเปิดพื้นที่ “คุณค่าร่วม” ให้ดำรงอยู่ภายในจิตใจได้อย่างงดงามและเบิกบาน พร้อมไปกับการเปลี่ยนแปลงท่าที พฤติกรรม และการกระทำของมนุษย์และองค์กรธุรกิจ อันเป็นมิตรต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มีความเมตตากรุณาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคม และพร้อมให้อภัยต่อการกระทำของผู้อื่น ดังคำพูดที่ว่า “เมื่อเราเปลี่ยนโลก (ที่อยู่เบื้องหน้า) ก็จะเปลี่ยน” www.ngobiz.org

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท