
หมดช่วงประกาศงบ ระวังจบรอบ
....พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวผันผวนออกด้านข้าง โดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มภายในประเทศอย่าง ธนาคาร และที่ดิน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ทำให้ตลาดทรงตัวอยู่ได้ ประกอบกับการประกาศผลประกอบการในสหรัฐโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง อินเทล ที่ออกมาดีเป็นปัจจัยหนุนตลาดในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเผชิญกับแรงเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากที่นักวิเคราะห์คาดว่า PTTAR จะรายงานผลประกอบการออกมาขาดทุน ส่งผลต่อจิตวิทยาเชิงลบและเป็นปัจจัยทำให้มีแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานตัวอื่นตามมา โดยนักลงทุนสถาบันที่เป็นผู้ซื้อหลักในรอบนี้เริ่มกลับมามียอดขายสุทธิต่อเนื่อง ในขณะที่การกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติยังคงถูกจำกัดจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลทำให้ภาพโดยรวมตลาดยังคงปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัด
ในช่วงสัปดาห์นี้ ทาง KGI ประเมินว่าตลาดจะเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังจากที่ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นไทยเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการออกมา ทำให้แรงซื้อเก็งกำไรที่เข้ามาในช่วงก่อนที่จะมีการประกาศผลประกอบการจะหมดไปและกลับมาเป็นแรงขายแทน ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแย่ หลังจากที่มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐหมดลง ตัวเลขการจ้างงานกลับมาปรับตัวลดลงหลังจากหมดการสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐ ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาชะลอตัวหลังจากที่หมดมาตรการช่วยเหลือทางภาษี ทำให้ทิศทางในช่วงต่อจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่เป็นจริงมากขึ้น ทำให้ภาพโดยรวมสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น อาจจะได้รับผลกระทบหากแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงดูอ่อนแรง และหมดแรงซื้อเก็งกำไรในเรื่องผลประกอบการเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจจะได้รับข่าวดีบ้าง หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า นายเบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด อาจจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการยกเลิกการให้ดอกเบี้ยสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มาฝากเงินให้กับธนาคารกลาง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องเพิ่มปริมาณการปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในที่สุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยและเอเชีย แม้ว่าเราจะมองว่าตลาดหุ้นเอเชียยังคงเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าหากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นในยุโรป จากเม็ดเงินไหลเข้าจากการเก็งกำไรค่าเงินเอเชียที่จะแข็งค่า ตามการแข็งค่าของค่าเงินหยวนและการขึ้นดอกเบี้ยของเอเชียก่อนประเทศในฝั่งตะวันตก แต่อย่างไรก็ตาม หากหมดปัจจัยกระตุ้นตลาดจากเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ตลาดทยอยรับรู้ไประดับหนึ่ง ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้น ตลาดหุ้นในเอเชียอาจจะทำได้เพียงปรับตัวลงในระดับที่น้อยกว่าตลาดหุ้นในฝั่งตะวันตก สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยทางการเมืองในส่วนของการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ อาจยังจะส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศยังไม่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยอาจจะมีความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในประเทศเพื่อนบ้านน้อยลง และจะถูกชี้นำโดยนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นหลัก
สำหรับรายละเอียดของหุ้นไทยรายกลุ่ม เราคาดว่าแรงขายในหุ้น PTTAR อาจจะเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยา ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นอื่นในกลุ่มพลังงานตามมา หลังจากที่มีการคาดการณ์กันว่าผลประกอบการ PTTAR ในไตรมาส 2 อาจจะออกมาขาดทุน โดยทาง KGI ประเมินว่ามีผลขาดทุนประมาณ 500800 ล้านบาท จากสเปรดของอะโรเมติกส์ที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับการขาดทุนสินค้าคงเหลือ ส่งผลให้โดยรวมผลประกอบการออกมาขาดทุน ปัจจัยดังกล่าวอาจจะเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานตามมา ในเบื้องต้นทางนักวิเคราะห์พลังงานของทาง KGI ประเมินว่า สายโอเลฟินส์ (PTTCH SCC) อาจจะไม่ออกมาแย่เช่นเดียวกับสายอะโรเมติกส์ (PTTAR) ทำให้หากมีแรงเทขายอาจจะเป็นปัจจัยทางจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้กลุ่มปิโตรเคมีอาจจะได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามามาก ทำให้การปรับตัวขึ้นยังคงจำกัด
ทิศทางเทคนิค ตลาดปรับตัวขึ้นมาใกล้แนวต้านหลักที่บริเวณ 835840 จุด ที่บริเวณดังกล่าวมีโอกาสชะลอตัวลงได้ในช่วงสั้น ในขณะที่การปรับตัวลงจะมีแนวรับหลักอยู่ที่บริเวณ 813 หรือ 803 จุด กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนทยอยขายหุ้นและออกมา หลังจากที่ตลาดได้มีการเก็งกำไรเรื่องผลประกอบการไปในระดับหนึ่งแล้ว







