
ไทยแลนด์โฟกัสเงียบ
ไทยแลนด์โฟกัสปีนี้เงียบ กองทุนร่วมงานน้อย เทศกาลหยุด ภัทรชี้ต่างชาติช็อปรายตัว
ไทยแลนด์โฟกัสปีนี้เงียบ กองทุนร่วมงานน้อย เทศกาลหยุด ภัทรชี้ต่างชาติช็อปรายตัว
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์โฟกัส 2015 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Opportunity Growth and Reform” มีผู้ลงทุนร่วมงานเกือบ 400 ราย เป็นผู้จัดการกองทุนต่างชาติทั้งหมด 80 ราย มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั้งหมดกว่า 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ร่วมพบกองทุนทั้งหมดกว่า 100 แห่ง อยู่กระจายหลากหลายกลุ่ม แบ่งเป็น SET50 จำนวน 37 แห่ง SET50-100 จำนวน 28 แห่ง มากกว่า SET100 จำนวน 30 และ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 5 แห่ง และมีกองทุนเข้าพบ บจ.แบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่ม 950 ครั้ง
“ปีนี้อาจจะมีผู้จัดการกองทุนมาน้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากเราจัดช่วงเดือน ธ.ค. ซึ่งเริ่มเข้าสู่เทศกาลวันหยุดแล้ว เพราะมีเหตุสุดวิสัยเลื่อนจากเดือน ส.ค.มา และถือว่ายังได้รับการตอบรับที่ดีอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของงานที่ต้องการเป็นเวทีให้ บจ.ได้พบกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันมากขึ้น” นางเกศรา กล่าว
ทั้งนี้ ปี 2557 มีผู้ร่วมเข้างาน 700 ราย ผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 236 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ลงทุนสถาบันจากต่างประเทศ 116 ราย มี บจ.เข้าพบกองทุนทั้งหมด 113 บริษัท และมีกองทุนเข้าพบ บจ.แบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่มทั้งหมด 1,122 ครั้ง
นายกฤติยา วีรบุรุษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า ผู้จัดการกองทุนที่มาส่วนใหญ่ลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว และเน้นการลงทุนในระยะยาวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี
“ตอบไม่ได้ว่าจะเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยหรือไม่ หลังจากงานนี้คงต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจภาพใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยภายในประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้น นโยบายการเงินมีความแข็งแกร่ง ตอนนี้ประเทศไทยมีโช้กอัพดีแต่เครื่องยนต์ไม่ดี ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันให้ประเทศวิ่งหรือขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้ได้” นายกฤติยา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่างานนี้จะเป็นโอกาสดีที่กองทุนจะได้เข้าพบกับ บจ.รายตัวที่สนใจ และอาจเห็นว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ตอนนี้กองทุนเน้นซื้อเป็นรายตัวมากกว่ากลุ่ม ขณะที่ปีหน้ามองว่าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นของ บจ.มากกว่า 10% จากปีนี้น่าจะติดลบ
น.ส.อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ มองว่า นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น โดยเห็นจากตัวเลขหลายอย่างที่เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นในเดือน ต.ค. การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็น 10% การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3.7% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเป็น 2.2% เทียบกับเดือนก่อนเพิ่มขึ้นถึง 1%
ขณะเดียวกัน เชื่อว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถ้าเม็ดเงินจะไหลกลับ ต้องเข้าที่ประเทศไทยก่อน เนื่องจากมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันหลัก 3-4 หมื่นล้านบาท ขณะที่อื่นเฉลี่ยอยู่ในหลัก 3,000-8,000 ล้านบาท บางประเทศยังมีปัญหาการเมืองและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง
“นักลงทุนสถาบันไม่กังวลการเมืองไทย เนื่องจากรัฐบาล กำหนดเวลาเลือกตั้งที่แน่นอน ความเสี่ยงเดียวคือ การเลื่อนการประมูลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานช้ากว่ากำหนด” น.ส.อรกัญญา กล่าว
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานครั้งนี้จัดหลังรัฐบาลไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น อาจทำให้ไม่มีผลต่อการลงทุนมาก เพียงแต่กองทุนต่างๆ ได้มาฟังในรายละเอียดเพิ่มเติม และมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนน้อย ระยะสั้นกองทุนต่างชาติคงให้ความสำคัญกับการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐหรือธนาคารกลางยุโรปจะมีนโยบายอย่างไร จึงทำให้ค่าเงินผันผวน มีแนวโน้มที่เงินหยวนจะอ่อนค่าลง และส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคนี้อ่อนค่าด้วยเงินไหลออกแน่นอน
อย่างไรก็ดี ในระยะยาว 1 ปีนี้ กองทุนต่างชาติน่าจะรอดูรัฐบาลไทยว่าจะสามารถลงทุนต่างๆ หรือผลักดันทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ Digital Economy รวมทั้ง 10 อุตสาหกรรรมในอนาคตเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมอย่างที่มีการพูดหรือโปรโมทออกมาได้หรือไม่
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในไทยได้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ภาครัฐเริ่มมีการขยับและดำเนินการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานออกมามากขึ้น รวมถึงมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันเริ่มเห็นการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวที่ดีขึ้น







