
ผ่าแผนแบรนด์ดัง สยายปีกอาเซียน
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกือบทุกชาติสมาชิกอาเซียนต่างให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยววัดได้จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยว การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร รวมถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ต่างงัดกลยุทธ์ทีเด็ด รองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยว
ดังนั้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยก็จำเป็นต้องเร่งปรับตัว สร้างแบรนด์ไทยให้แข็งแกร่ง ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ (ฮอสพิทาลิตี้) ประกอบด้วย ธุรกิจด้านสุขภาพ โรงพยาบาล โรงแรมและการท่องเที่ยว และธุรกิจการบิน เป็นแบรนด์ไทยที่มีความแข็งแกร่ง เป็นที่ยอมรับของชาติอาเซียนสามารถเป็นต้นแบบการบริหารจัดการในชาติอาเซียนได้
รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัทโรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า กล่าวว่า การให้บริการแบบไทยๆ เป็นเสน่ห์และจุดขายที่หลายชาติอาเซียนไม่สามารถเทียบประเทศไทยได้ ทำให้แบรนด์สินค้าและบริการที่ออกแบบโดยคนไทยเป็นที่ยอมรับของชาติอาเซียน ซึ่งเห็นได้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยประสบปัญหาการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยสามารถพลิกฟื้นและมีการเติบโตทุกปี โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าตลาดอาเซียนเดือนละ 1 หมื่นห้อง เฉลี่ย 1.2 แสนห้อง/ปี คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 7-8% ของรายได้ทั้งหมด
ฐานลูกค้าดังกล่าวเป็นช่องทางการขยายตลาดสู่อาเซียน โดยปีหน้าเตรียมนำแบรนด์โคซี่ โรงแรมราคาประหยัดขยายสาขาในเมืองต่างๆ ของอาเซียน เช่น ดานัง ฮานอย บาหลี จาการ์ตา มะนิลา ย่างกุ้ง อย่างน้อยเมืองละ 1-2 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงกระจายความเสี่ยงในการบริหารธุรกิจ โดยการขยายธุรกิจจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.ลงทุนเอง เน้นการศึกษากฎหมายการถือหุ้นในแต่ละชาติ 2.รับบริหารจัดการ และ 3.ร่วมมือกับพันธมิตร
“หลายประเทศ เช่น เมียนมา อินโดนีเซีย เวียดนาม อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะได้ข้อสรุปต้นปีหน้า การขยายแบรนด์โคซี่ให้ครอบคลุมชาติอาเซียนครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้แบรนด์ของบริษัทเป็นแบรนด์โรงแรมระดับอาเซียนที่มีสาขาจำนวนมากและแข็งแกร่งที่สุด”
สำหรับคู่แข่งในธุรกิจโรงแรมของไทยคือ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่มีความพร้อมและเงินลงทุน แต่ข้อด้อยคือขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้แบรนด์โรงแรมไทยมีข้อได้เปรียบและเป็นที่ยอมรับของชาติอาเซียน
รณชิต กล่าวต่อว่า เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการชะลอตัวของการลงทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะทำให้ราคาห้องพักไทยปรับขึ้นในปีหน้า โดยบริษัทเตรียมปรับราคาโรงแรมในเครือทุกแบรนด์เพิ่มขึ้น 8% พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีหน้าเติบโต 19-20%
พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เล่าว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้เปรียบด้านทำเลภูมิศาสตร์ ที่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเดินทางเชื่อมต่อไปยังประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องเข้ามาไทยก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายเส้นทางการบินให้ครอบคลุมตลาดอินโดจีน แหล่งท่องเที่ยวหลักในชาติอาเซียน โดยใช้ท่าอากาศยานสมุยเป็นฮับการบินเชื่อมต่อไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งล่าสุดเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สนามบินสมุยได้รับอนุญาตให้ทำการบินได้ 50 เที่ยวบิน/วัน จากเดิม 36 เที่ยวบิน/วัน เบื้องต้นเตรียมเพิ่มเที่ยวบินสมุย-กัวลาลัมเปอร์ สมุย-สิงคโปร์ เตรียมเปิดเที่ยวบินสมุย-กว่างโจว สมุย-ฮานอย สมุย-ดานัง เป็นต้น
“ปัจจุบันเส้นทางสมุยมีอัตราที่นั่งเฉลี่ย 85-90% ทุกเที่ยวบิน และปีหน้าบริษัทจะเน้นขยายเส้นทางบินให้ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญในอาเซียนทุกแห่ง เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโตถึง 42%”
นฤมล น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ผู้บริหารโรงพยาบาลเครือกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันเน้นขยายโรงพยาบาลกรุงเทพในจังหวัดชายแดน โดยตั้งเป้าว่าภายใน 1-2 ปี จะมีโรงพยาบาลกรุงเทพครบ 50 สาขา จาก 42 สาขา ในปีนี้ และในอนาคตมองว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการตรวจเช็กสุขภาพ การรักษาพยาบาล เพราะมีจุดเด่นด้านบริการและค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าสิงคโปร์ 30-40% แต่มีคุณภาพและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ซึ่งมองว่าการเปิดอาเซียนจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับวงการแพทย์ของไทย







