
BJCคุมต้นทุนดันกำไร
BJC รับประเมินกำลังซื้อปีหน้ายาก มองหาซื้อกิจการต่างประเทศต่อ
BJC รับประเมินกำลังซื้อปีหน้ายาก มองหาซื้อกิจการต่างประเทศต่อ
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เปิดเผยว่า บริษัทขอเวลาดูข้อมูลก่อนถึงจะสามารถประเมินได้ว่ากำลังซื้อจะเป็นอย่างไรในปีหน้า ทั้งตัวเลขในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนต้องรอช่วงไตรมาสแรกปีหน้า อย่างไรก็เชื่อว่ากำลังซื้อน่าจะกลับมาได้เพราะเริ่มเห็นสัญญาณดีในบางอย่าง
อย่างไรดี ปีนี้การเติบโตของรายได้บริษัทถือว่าพลาดเป้าจากที่คาดว่าจะเติบโตได้ 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 4.4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่มีการชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ มองว่าปีนี้รายได้บริษัทโตเพียง 0-5% เท่านั้น
สำหรับผลกำไรสุทธิคาดว่าน่าจะออกมาดี โดยต้องรอลุ้นว่าจะกลับมาทำจุดสูงสูดอีกครั้งหรือไม่ จากที่เคยทำได้เมื่อปี 2556 ที่ 2,426 ล้านบาท เพราะกำไรสุทธิงวด 9 เดือนที่ผ่านมาทำได้แล้ว 2,099 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 80% โดยเป็นผลรับรู้กำไรจากการควบรวมกิจการที่ซื้อดานอน แดรี่ และภูไท กรุ๊ป ซึ่งเป็นธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการวางแผนควบรวมที่ดี และต้นทุนวัตถุดิบสอดคล้องกันได้ผลดี
นายอัศวิน กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนธุรกิจของปีหน้า ซึ่งต้องประเมินผลกำลังซื้ออยู่ แต่ก็ยังดำเนินการแผนขยายงานที่จะทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศและในประเทศเฉลี่ย 50% ใน 2-3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้ในประเทศถึง 80% และต่างประเทศ 20% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่เวียดนามถึง 80%
ขณะที่ในปี 2559 บริษัทคงต้องเน้นการเติบโตจากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผน ปัจจุบันรายได้ที่เวียดนามในช่วง 9 เดือนก็เติบโตถึง 13% เมื่อเทียบกับในประเทศที่เติบโตน้อยกว่ามาก และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปีหน้าคือ เน้นให้ธุรกิจในเครือบริษัทมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในแง่ของแหล่งการผลิต แหล่งหาวัตถุดิบ หรือการที่หนึ่งสินค้าสามารถกระจายช่องทางในการจำหน่ายได้มากขึ้น รวมถึงการมีระบบขนส่งที่เชื่อมโยงได้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีบริษัทย่อย บีเจซี โลจิสติกส์ ก็ต้องมีการดำเนินงานกันในเครือได้ดีขึ้น
“กลยุทธ์จะช่วยให้บริษัทมีการควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากช่วงแรกตั้งเป้าในการสร้างรายได้ให้แต่ละบริษัทเติบโต ท้ายสุดเมื่อควบคุมต้นทุนและมีการเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้นในเครือ จะส่งผลให้อัตราการทำกำไรโดยรวมดีขึ้น” นายอัศวิน กล่าว
อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของรายได้ของ BJC ที่เวียดนามมีความต่อเนื่องทุกปี โดย 4 ปีแรกมีรายได้เพียงหลัก 200 ล้านบาท แต่ปัจจุบันรายได้จากที่เวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาท และคงจะถึงในหลัก 1 หมื่นล้านบาท ได้อนาคต
ขณะเดียวกัน มองว่าปีหน้าในส่วนธุรกิจบรรจุหีบห่อจะเติบโตได้มากกว่า 10% หลังจากจะมีการผลิตกระป๋องยาวประมาณกลางปี ซึ่งจะทำให้ยอดขายกระป๋องเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก และยังมั่นใจว่าจะจบการเจรจาซื้อกิจการเมโทร เวียดนาม ได้ภายในไตรมาสแรกปี 2559 โดยจะใช้บริษัทในกลุ่มเป็นผู้ซื้อ หลังจากนั้น BJC จะเข้าไปรับบริหารกิจการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น เพราะเมโทร เวียดนาม มีสาขา 120 สาขา
สำหรับแผนการดำเนินงานเรื่องการซื้อกิจการ บริษัทยังคงเดินหน้าซื้อกิจการที่ต่างประเทศต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ซึ่งมองว่าจะต้องเป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ขณะนี้มีดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจามากกว่า 10 แห่ง ส่วนที่เมียนมายังไม่อยู่ในความสนใจ เนื่องจากยังมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ในประเทศอยู่
นอกจากนั้น บริษัทยังมีความแข็งแกร่งในสถานะทางการเงิน เพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพียง 0.77 เท่า และยังอยู่ในสถานะที่ก่อหนี้ได้เพิ่มอีก 1 เท่า เพราะนโยบายไม่ให้ ดี/อี เกิน 1.75 เท่า โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานทุนมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท และมีต้นทุนทางการเงินเพียง 3.14% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ได้แพงมาก
ทั้งนี้ แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4 ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เช่นกัน เพราะอยู่ระหว่างการประเมินแนวโน้มการเติบโตของกำลังซื้อของประชาชน แต่ปัจจุบันก็คิดว่าเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง
ด้านหุ้น BJC ปิดเท่ากับวันก่อนที่ 37 บาท ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมลดลงเกือบ 3 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายเบาบางตา
ก่อนหน้านี้ บริษัทรายงานว่า คณะกรรมการมีมติให้บริษัทย่อยคือ บีเจซี โลจิสติกส์ แอนด์ แวร์เฮ้าส์ ขายหุ้นจำนวน 15% ในบริษัท ทีซีซี โลจิสติกส์ แอนด์ แวร์เฮ้าส์ ให้แก่บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง มูลค่า 30 ล้านบาท นับเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน







