posttoday
ไทยแชมป์น่าลงทุนอสังหาฯอาเซียน

ไทยแชมป์น่าลงทุนอสังหาฯอาเซียน

02 ธันวาคม 2558

“แอเรีย” เผยผลสำรวจอสังหาฯ ไทยยังเนื้อหอมสุดในอาเซียน ตามด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

“แอเรีย” เผยผลสำรวจอสังหาฯ ไทยยังเนื้อหอมสุดในอาเซียน ตามด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือแอเรีย เปิดเผยว่า จากการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอาเซียนที่น่าลงทุนที่สุดในเวลานี้ พบว่าประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดตามลำดับ เนื่องจากไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้การพัฒนาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เพื่อจับตลาดระดับบนยังมีอยู่สูง

ทั้งนี้ แม้ว่าในปี 2558 จำนวนโครงการที่เปิดใหม่จะลดลง 6% เมื่อเทียบกับปี 2557 แต่มูลค่าโครงการโดยรวมยังเพิ่มสูงถึง 21% เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาเปิดโครงการที่มีราคาแพงขึ้น โดยคาดว่าโครงการคอนโดรถไฟฟ้ายังมีมากในอนาคต และยังไม่เกิดปัญหาฟองสบู่  

สำหรับเมืองจาการ์ตาของอินโดนีเซีย เป็นเมืองที่น่าสนใจอันดับ 2 เนื่องจากมีประชากรมากถึง 200 ล้านคน ปีที่ผ่านมาอัตราการเช่าอสังหาฯ โตถึง 8% เนื่องจากมีปัญหาการจราจรที่ติดขัด ทำให้การนำห้องชุดในเมืองมาปล่อยเช่าได้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ซึ่งหากเทียบกับประเทศไทยแล้ว การซื้อคอนโดเมืองเพื่อปล่อยเช่าอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 4-5%

ขณะที่อันดับที่ 3 เป็นเมืองมะนิลาของฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่ประชากรออกไปทำงานในต่างประเทศกว่า 10 ล้านคน เมื่อเดินทางกลับประเทศจึงมีความต้องการอสังหาฯ ระดับราคา 8 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ยูนิต หรือ 2-3 ล้านบาท/ยูนิต ค่อนข้างมาก ส่วนประเทศที่น่าลงทุนแต่ยังมีความเสี่ยงสูง คือ เมียนมา เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 10% ต่อปี แต่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศยังไม่มั่นคง แม้ว่าจะผ่านการเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม รวมทั้งราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องหลังจากเปลี่ยนรัฐบาล

“ที่ผ่านมามีกลุ่มทุนจากประเทศเกาหลีเข้ามาลงทุนอสังหาฯ ในอาเซียนมากขึ้น โดยเข้าไปลงทุนแล้วในกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งในกัมพูชาได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมชื่อ Camco City มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท หรือมีราคาเริ่มต้นที่ 4 ล้านบาท/ยูนิต”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการทางด้านอสังหาฯ ของไทยได้เข้าไปพัฒนาโครงการในภูมิภาคอาเซียน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการเลือกที่จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งทางที่ดีควรพัฒนาโครงการไซส์ขนาดเล็กเจาะเข้าไปในชุมชนมากกว่า

นายโสภณ ยังกล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศจำนวน 2.7 ล้านยูนิต ภายใน 2 ปี ว่า จะเป็นการสร้างปัญหาได้ คือ มีการก่อสร้างแล้วไม่มีผู้อยู่อาศัย เนื่องจากปัจจุบันความต้องการที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยต่อปีมีประมาณ 6 แสนยูนิต ทำให้การสร้างในจำนวนเฉลี่ยกว่า 1.3 ล้านยูนิตนั้นเกินความต้องการ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท