
ซีลวาเนียโอดเอฟทีเอพ่นพิษโดนจีนชิงตลาด
ฮาเวลส์ ซีลวาเนีย ชี้เอฟทีเอพ่นพิษ ผู้ประกอบการหลอดไฟไทยรอวันม้วย แข่งโรงงานจีน เวียดนามไม่ไหว ส่วนบริษัทปีนี้ทุ่ม 100 ล้านบาท รุกตลาดภูธร ตั้งเป้าเติบโต 100% ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า
ฮาเวลส์ ซีลวาเนีย ชี้เอฟทีเอพ่นพิษ ผู้ประกอบการหลอดไฟไทยรอวันม้วย แข่งโรงงานจีน เวียดนามไม่ไหว ส่วนบริษัทปีนี้ทุ่ม 100 ล้านบาท รุกตลาดภูธร ตั้งเป้าเติบโต 100% ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า
นายปูมเทพ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮาเวลส์ ซีลวาเนีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตั้งแต่สนธิสัญญาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ หรือเอฟทีเอ มีผลบังคับใช้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าอุปกรณ์ให้แสงสว่างหรือหลอดไฟ ภาษีนำเข้าส่งออกเหลือ 0% กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าประเภทหลอดไฟนำเข้าจากประเทศจีน และเวียดนาม มีราคาต้นทุนที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่า หลอดไฟที่ผลิตในประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย หรือโรงงานผลิตหลอดไฟในประเทศไทยหลายรายจึงไม่มีคำสั่งผลิตในรูปแบบโออีเอ็ม และต้องผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองเพื่อความอยู่รอด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะพยายามลดต้นทุน และหันมาผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเองแล้ว แต่โรงงานผลิตหลอดไฟในประเทศไทยมีแต่โรงงานสำหรับผลิตหลอดฟลูออเรสเซ็นส์เท่านั้น การขยายกำลังการผลิตไปผลิตสินค้ารูปแบบอื่น เช่น หลอดตะเกียบ หลอดเกลียว ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หรือไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศจีน และเวียดนาม ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ มีสินค้าที่หลากหลาย จึงทำให้หนทางในแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดน้อยลง และอาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้
ประกอบกับการเข้ามาแทรกแซงราคาหลอดตะเกียบของการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมราคาหลอดไฟในประเทศไทยต่ำลง หรือมีราคาเฉลี่ยในตลาดลดลงทุกปี เฉลี่ยปีละ 5 – 10% ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ภาพรวมหลอดตะเกียบในประเทศไทยเคยลดลงราคาถึง 40% ในปีเดียว ในปีนี้มีการคาดการณ์ว่าตลาดอุปกรณ์ให้แสงสว่างหรือหลอดไฟจะมีอัตราการเติบโตถึง 20% แต่เป็นการเติบโตในแง่ของปริมาณ โดยหากคำนวณเป็นการเติบโตในแง่มูลค่าแล้วตลาดจะมีอัตราการเติบโตเพียง 10% หรือมีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท
สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้และอีก 2 ปีข้างหน้า คือ การรุกทำตลาดหรือสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างเข้มแข็งในจังหวัดที่เป็นหัวเมืองรอง เนื่องจากจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง บริษัทจึงมุ่งเน้นทำตลาดในพื้นที่ยังไม่มีการแข่งขันรุนแรง ไม่มีเจ้าตลาดที่ชัดเจน ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงเพิ่มงบทำตลาด หรือทำกิจกรรมไปยังพื้นที่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดโรดโชว์ จัดอีเว้นท์ เป็นต้น อีก 20% จากเดิม ซึ่งเป็นรูปแบบการทำการตลาดที่บริษัทประสบความสำเร็จมาแล้วที่ กรุงเวียงจันทร์ ประเทศลาว
ในปีนี้บริษัทได้เพิ่มงบส่งเสริมตลาดทั้งปีเป็น 100 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้ราว 60 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดว่าทั้งปีนี้บริษัทจะมีอัตราการเติบโตมากกว่า 30% หรือคิดเป็นยอดขายราว 1,000 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้บริษัทมีอัตราการเติบโตแล้ว 43% หรือคิดเป็นยอดขาย 430 ล้านบาท
ทั้งนี้ แผนการรุกตลาดต่างจังหวัดเป็นหลักจะส่งผลให้ยอดขายของบริษัทในปี 1 – 2 ปีข้างหน้ามีอัตราการเติบโต 100% จากปี 2552 ที่มียอดขายราว 700 ล้านบาท ดังนั้นภายในปี 2554 – 2555 บริษัทจะมียอดขายราว 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากกรุงเทพฯและปริมณฑล 50% และต่างจังหวัด 50% จากปัจจุบันบริษัทมียอดขายจากต่างจังหวัด 30%
“ส่วนแผนการตลาดสังฆทานหลอดไฟในช่วง 3 เดือนนี้ บริษัทคาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้น 20% ซึ่งหนึ่งในช่องทางการขายของบริษัท คือการทำตลาดร่วมกับเครือสหพัฒน์ ที่จะจำหน่ายสินค้าผ่านรถจัดจำหน่ายไปยังร้านค้าปลีกในต่างจังหวัดที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นจุดทั่วประเทศ นอกจากนี้บริษัทยังมีช่องทางจำหน่ายอื่นๆ อีก เช่น ร้านค้าปลีกทั่วไป โมเดิร์นเทรด และโมเดิร์น รีเทล เป็นต้น” นายปูมเทพ กล่าวเพิ่มเติม







