posttoday
นโยบายเฟดและอีซีบีชี้ทิศหุ้นไทย

นโยบายเฟดและอีซีบีชี้ทิศหุ้นไทย

30 พฤศจิกายน 2558

ตลาดหุ้นใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า จะขึ้นอยู่กับตัวแปรดังนี้

ตลาดหุ้นใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า จะขึ้นอยู่กับตัวแปรดังนี้

ประการแรก การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)

แนวโน้มที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. หนุนดัชนีเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าถึง 20% ในช่วง 16 เดือน

แนวโน้มเหรียญสหรัฐแข็งค่ากดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์สู่จุดต่ำสุดในรอบ 7 ปี รวมถึงฉุดสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนสูง หลังดุลการค้าและดุลงบประมาณของประเทศเหล่านี้ย่ำแย่ลง

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ห่างจากจุดสูงสุดไม่ถึง 2% แต่ตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงของบ้านเรา เผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก

นับจากต้นปีนี้ ต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยสูงเฉียด 1.2 แสนล้านบาทแล้ว หุ้นบลูชิพที่ต่างชาติเคยถืออยู่มาก โดนหางเลขเป็นแถว เช่น KBANK, SCB, SCC, ADVANC, PTTEP เป็นต้น  

 ถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาคองเกรสในวันที่ 3 ธ.ค. รวมถึงตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐในวันที่ 4 ธ.ค. จะมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนการคาดการณ์จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อตลาดการเงินทั่วโลก

ขณะที่เฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงิน นำโดยธนาคารกลางยุโรป จีน และญี่ปุ่น

ความแตกต่างของทิศทางนโยบายการเงินจะทำให้ตลาดการเงินทั้งหุ้น ตราสารหนี้ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน

อีซีบีถูกคาดหมายว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 3 ธ.ค.นี้ หลังจากที่อีซีบีส่งสัญญาณอย่างชัดเจนเมื่อเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ มีโอกาสสูงที่อีซีบีจะขยายมาตรการคิวอี จากปัจจุบันที่ซื้อสินทรัพย์เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร เป็นเดือนละ 8 หมื่น-1 แสนล้านยูโร และ/หรือยืดอายุมาตรการออกไป จากกำหนดการปัจจุบันที่จะ
สิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2559 เป็นกลางปี 2560

หากธนาคารกลางยุโรป จีน และญี่ปุ่นกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆ กัน นอกจากจะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกอยู่ในระดับสูงต่อไปแล้ว ยังมีส่วนฟื้นฟูความเชื่อมั่นสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อีกด้วย

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังต่ำมาก อัตราดอกเบี้ยบ้านเราจึงมีแนวโน้มต่ำต่อไปจนถึงครึ่งหลังของปีหน้าเป็นอย่างน้อย ภาวการณ์เช่นนี้จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่างของตลาดหุ้นไทย

ประการที่ 2 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้ามานานเริ่มคืบหน้าแล้ว โครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางจิระ-ขอนแก่นจะประมูลในวันที่ 8 ธ.ค. จากนั้นจะทยอยประมูลเส้นทางอื่น รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ สุวรรณภูมิเฟส 2 รถไฟฟ้าหลากสี มูลค่าโครงการหลายแสนล้านบาท

ความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการลงทุน และจะเห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 เป็นต้นไป หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น หุ้นรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สถาบันการเงิน เป็นต้น

ประการที่ 3 การประมูลคลื่น 900 MHz หลังใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz จบที่ใบละ 4 หมื่นล้านบาท และ JAS พยายามอย่างเต็มที่ที่จะชนะการประมูล ได้ส่งผลให้งบดุลของหุ้นมือถืออ่อนแอลง

ความกังวลจะไต่ระดับขึ้นไปอีก หากคลื่น 900 จบประมูลที่ใบละ 4 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่านั้น และ/หรือเกิดผู้ประกอบการมือถือรายที่ 4 ซึ่งจะมีผลให้การแข่งขันในธุรกิจมือถือเข้มข้นมากขึ้น อัตราการทำกำไรจะมีแนวโน้มแย่ลง

ความกังวลเหล่านี้กดดันหุ้นมือถือลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ในกรณี ADVANC INTUCH แม้จะถูกปรับลดประมาณการกำไรลงเฉลี่ย 11% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แต่ยังสามารถปันผลได้ใกล้ 6% ดังนั้นจึงสามารถถือลงทุนต่อไปได้

ดัชนี SET หลุดแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ที่ 1,367 จุด มาปิดที่ 1,363.13 จุด แต่มูลค่าการซื้อขายไม่มาก ช่วงสั้นหุ้นอาจผันผวนทางลง แต่ปัจจัยดังต่อไปนี้จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงซื้อสุทธิจากกองทุนแอลทีเอฟที่เหลืออีกราว 1 หมื่นล้านบาทก่อนสิ้นปี ความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากธนาคารกลางยุโรป จีน และญี่ปุ่น

การปรับฐานที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐาน เช่น SCC CPALL TOP ADVANC KBANK BDMS INTUCH BLA AOT SAWAD MTLS KCE DELTA เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท