
ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ จากโรค ‘ไข้เลือดออก’
โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ประชาชนไทยกำลังประสบสถานการณ์ไข้เลือดออก โดยในปีนี้มีจำนวนผู้เป็นไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการป่วยในปีที่แล้ว(พ.ศ. 2557) จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เดือน ก.ค.-17 พ.ย. 2558 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วทั้งสิ้น 111,826 ราย เสียชีวิตแล้ว 108 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครถึง 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ที่ดาราดังเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกขั้นวิกฤตนั้นจึงทำให้โรคไข้เลือดออกได้รับความสนใจมากขึ้นในสังคม
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการที่ยุงลาย Aedes aegypti ตัวเมียได้ไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก (โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ป่วยนั้นมีไข้สูง) เชื้อไวรัสเด็งกี่ (Dengue) ก็จะใช้เวลาในการเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน และไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง และเมื่อยุงตัวนั้นได้กัดคนอื่นๆ ก็จะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อไปสู่คน
ดังนั้น โรคไข้เลือดออกจึงไม่ได้เกิดแต่เพียงประเทศไทย แต่เป็นโรคประจำท้องถิ่นของประเทศต่างๆ ในเขตร้อนชื้นมากกว่า 100 ประเทศ เช่น ในแถบแอฟริกา อเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Western Pacific แต่จะมีความรุนแรงมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Western Pacific โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มียุงลายชุกชุม
ถ้าดูจากสถิติทั้งหมด จากประชากรประมาณ 2,500 ล้านคนในกลุ่มประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก ประชากรจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกประมาณปีละ 50 ล้านคน และต้องนอนโรงพยาบาลมากกว่า 5 แสนคน/ปี อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2.5 แต่อาจจะสูงถึงร้อยละ 20 ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ดังนั้น โรคไข้เลือดออกนี้จึงเป็นโรคติดต่อที่ได้รับการสนใจอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในแวดวงการแพทย์ แต่ยังรวมไปถึงแวดวงทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (Health Economics) เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เพียงแต่จะสร้างต้นทุนส่วนบุคคล (Individual Cost) ที่เกิดกับตัวผู้ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลลบภายนอก (Negative Externality) ไปสู่คนอื่นๆ และสุดท้ายก็เป็นการสร้างภาระทางการคลังของประเทศในการที่จะต้องป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อดังกล่าว
จากการศึกษาของ Shepard, Undurrage, and Halasa (2013) ได้ทำการประมาณการต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากโรคไข้เลือดออกในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 12 ประเทศ (ภูฏาน บรูไน กัมพูชา ติมอร์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) พบว่า ระหว่างปี ค.ศ. 2001-2010 มีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกทั้งสิ้น 2.9 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 5,906 คน สร้างภาระทางเศรษฐกิจ (ที่มาจากทั้งการป้องกันและการรักษา) ต่อปีประมาณ 950 ล้านเหรียญสหรัฐ (อยู่ระหว่าง 610-1,384 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) หรือประมาณ 1.65 เหรียญสหรัฐ/คน (อยู่ระหว่าง 1.06-2.41 เหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ)
และทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควรเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 214,000 วัน (อยู่ระหว่าง 120,000-299,000 วัน) หรือประมาณ 372 วัน/คน (210-520 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) โดยวัดจากดัชนีปีสุขภาวะที่ปรับด้วยความบกพร่องทางสุขภาพ หรือ Disability-Adjusted Life Years-DALYs)
ในขณะที่งานศึกษาของ Clark และคณะ (2005) ได้ทำการประมาณการต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของไข้เลือดออกในประเทศไทยจากการเก็บกลุ่มตัวอย่างจากโรงพยาบาลประจำ จ.กำแพงเพชร ในปี ค.ศ. 2001 พบว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการป่วยเป็นไข้เลือดออกสามารถเกิดได้จาก
1) ต้นทุนทางตรง (Direct Patient Cost) ซึ่งเป็นต้นทุนที่คิดจากค่าใช้จ่ายของการรักษาของผู้ป่วยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 23-61 เหรียญสหรัฐ สำหรับผู้ป่วยในชนบท และประมาณ 67 เหรียญสหรัฐ สำหรับผู้ป่วยในเขตกรุงเทพมหานคร
2) ต้นทุนทางอ้อมหรือต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost หรือ Indirect Cost) โดยคิดจากการที่ผู้ป่วยจะต้องใช้วันลาหยุดจากโรงเรียนหรือเวลางานประมาณ 4.2-4.8 วันเพื่อทำการรักษาอาการป่วย
ซึ่งคิดเป็นค่าเสียโอกาสจากการสูญเสียรายได้จากการทำงานประมาณ 850 บาท(20 เหรียญสหรัฐ)
ซึ่งถ้าเอาต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมนี้มารวมกันจะคิดได้ประมาณ 1,846 บาท (44 เหรียญสหรัฐ) หรือเป็นร้อยละ 81.5 ของรายได้สุทธิต่อคนต่อเดือน
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะ การติดเชื้อจากสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว (1 คน) ยังสามารถทำให้เกิดต้นทุนภายนอก (External Cost) ให้เกิดการติดเชื้อกับคนอื่นๆ ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 คน (จากผู้ติดเชื้อ 1 คน)
ดังนั้น เมื่อนำต้นทุนภายนอกนี้มาคิดคำนวณด้วยพบว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากโรคไข้เลือดออกทั้งหมดของคนไทยโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2,627 บาท (61 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นต้นทุนที่สูงกว่ารายได้สุทธิต่อคนต่อเดือนโดยเฉลี่ยของคนไทย
จะเห็นได้ว่า ถึงแม้โรคไข้เลือดออกจะเป็นโรคสมัยเก่าที่ได้รับความสนใจไม่มากในวงการแพทย์ก็ตาม (เนื่องจากเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ เมื่อเทียบกับโรคเอดส์ โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ) แต่เมื่อทำการประมาณการต้นทุนโดยรวมทั้งหมดแล้ว โรคไข้เลือดออกนี้ก็มีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่สูงไม่น้อยเลยทีเดียว และแน่นอนว่าถ้านำต้นทุนจากโอกาสของการเสียชีวิตเข้ามาคำนวณด้วย ในปีนี้ประเทศไทยได้สูญเสียต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการสูญเสียชีวิตจากผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกแล้วถึง 108 รายในปีนี้
ผมเข้าใจว่า ผู้เสียชีวิตเหล่านี้คงเป็นครอบครัวที่โดยส่วนใหญ่มีฐานะยากจนไม่มีโอกาสและไม่มีกำลังทรัพย์พอในการรักษา เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาที่ดีเหมือนกับกรณีของดาราดัง เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยมักชอบสร้างความไม่เท่าเทียมกัน โดยไปเลือกที่จะเกิดแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมเสมอ
ดังนั้น การเพิ่มมาตรการป้องกัน (โดยเฉพาะในครัวเรือนที่ฐานะยากจน) ย่อมเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ (Cost Effectiveness) มากที่สุด







