posttoday
เงินเฟ้อสหรัฐ อาจขึ้นเร็วกว่าคาด

เงินเฟ้อสหรัฐ อาจขึ้นเร็วกว่าคาด

30 พฤศจิกายน 2558

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขอัตราการว่างงานที่ระดับ 5% ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายนโยบายทางการเงินของเฟดแล้ว เว้นเพียงแค่เงินเฟ้อที่อยู่ที่ระดับ 1.3% ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% พอสมควร แต่อย่างไรก็ดี จากบันทึกการประชุมของเฟดและการให้สัมภาษณ์ของคณะกรรมการนโยบายแต่ละท่าน แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสสูงมากที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะซึมซับข่าวดังกล่าวไปแล้วพอสมควร

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขอัตราการว่างงานที่ระดับ 5% ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายนโยบายทางการเงินของเฟดแล้ว เว้นเพียงแค่เงินเฟ้อที่อยู่ที่ระดับ 1.3% ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% พอสมควร แต่อย่างไรก็ดี จากบันทึกการประชุมของเฟดและการให้สัมภาษณ์ของคณะกรรมการนโยบายแต่ละท่าน แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสสูงมากที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะซึมซับข่าวดังกล่าวไปแล้วพอสมควร

และถึงแม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค.นี้จริง หลายๆ ฝ่ายก็ยังคงเชื่อว่าอัตราการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างช้าๆ สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน ที่ตอกย้ำถึงการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

แต่จากการวิเคราะห์ในรายละเอียดของเงินเฟ้อแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุหลักที่เงินเฟ้อของสหรัฐยังคงต่ำนั้นมาจากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง และค่าจ้างแรงงานที่ปรับขึ้นในอัตราที่ช้า โดยถ้าราคาน้ำมันในปีหน้ายังคงอยู่ในระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว อัตราเงินเฟ้อเนื่องจากน้ำมันอาจจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้จากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำในปีนี้

ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานก็ถูกแรงกดดันจากการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องที่ลดลงจากราคาน้ำมันที่ลดลง (แรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐ) ซึ่งถ้าราคาน้ำมันยืนอยู่ได้โดยไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ ค่าจ้างแรงงานก็มีโอกาสจะปรับขึ้นและส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นได้

ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้อขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์แล้ว จะส่งผล ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐปรับขึ้นเร็วตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะส่วนต่างผลตอบแทนจากหุ้นและพันธบัตร หรือ Earning Yield Gap จะแคบลง ทำให้ความน่าสนใจในหุ้นลดลง และเงินทุนไหลออกจากหุ้นไปสู่พันธบัตรได้

ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าพื้นฐานเมื่อวัดจาก P/E แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปดูค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับอดีต ทำให้ในระยะสั้นตลาดหุ้นทั้งสองมีโอกาสปรับฐานได้ นักลงทุนจึงควรใช้โอกาสนี้ในการปรับลดหุ้นในพอร์ตลง เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อตลาดมีการปรับฐาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท