
ต้องทำตามกฎ
มติของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่มี พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ที่ตัดสินใจรับพิจารณาเรื่อง
มติของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่มี พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ที่ตัดสินใจรับพิจารณาเรื่องที่บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ส่งหนังสือขอให้ทบทวนคำสั่งสิ้นสุดระยะเวลาเยียวยาตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 1800 MHzเดิมของบริษัท ทรูมูฟ สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และการขาดความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้เพราะสัญญาสัมปทานของทรูมูฟได้สิ้นสุดลงมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2556 และมีการใช้มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556 จนถึงมีผู้รับใบอนุญาตรายใหม่ คือวันที่25 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น หมายถึงว่าทรูมูฟได้รับสิทธิพิเศษในมาตรการเยียวยาของรัฐมาเป็นเวลา 2 ปี
แต่มาถึงวันนี้ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ในระบบ4จี กลับแจ้ง กทค. เพื่อขอขยายเวลามาตรการคุ้มครองออกไปอีก โดยอ้างว่าหากปิดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่1800 MHz จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน อีกทั้งการปิดระบบโครงข่ายและอุปกรณ์ทั่วทั้งประเทศต้องใช้เวลาพอสมควร
ประเด็นคำถามคือ ทรูมีเวลา 2 ปี 2 เดือน ในการดำเนินการประชาสัมพันธ์โอนย้ายลูกค้าออกจากโครงข่ายเดิม และการประมูล 4จี ก็จบไปตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 2558 จึงมีเวลาเหลือเฟือในการดำเนินการ แต่ทำไมไม่ทำให้เสร็จสิ้นตามกฎกติกาที่วางไว้ และ กทค.เองก็ไม่ได้เตรียมการรองรับเหตุที่คาดไม่ถึงไว้แม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่รับรู้ว่าวันที่ 25 พ.ย. คือวันสิ้นสุดมาตรการ การยกคำอ้างว่าจะมีผลกระทบกับผู้ใช้บริการ เท่ากับเป็นการจับเอาประชาชนที่ใช้โทรศัพท์มาเป็นตัวประกันใช่หรือไม่
คำชี้แจงของ กทค.ที่ระบุว่า มติดังกล่าวเป็นเพียงการรับพิจารณาข้อร้องเรียน แต่ยังไม่ได้มีมติขยายเวลามาตรการคุ้มครองออกไป ดังนั้น มติเดิมยังมีผลในทางปฏิบัติ แต่ในแง่ของความเป็นจริงนั้น ปัจจุบันทรูมูฟยังไม่มีการปิดบริการบนโครงข่ายเดิมแต่อย่างใด เท่ากับทรูมูฟกำลังใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวประกอบกิจการและมีรายรับจากการดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียง กทค.เท่านั้น ที่ต้องหาทางแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในทางธุรกิจ กสทช.ก็ต้องใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นมาพิจารณาบทบาทขององค์กรในการกำกับดูแลคลื่นความถี่ให้มีความรอบคอบรัดกุม ให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้







