
IECจ่อขายพีพีดึงพันธมิตรช่วยกู้เงิน
IEC ดิ้นหาเงิน จีบผู้ร่วมทุนซื้อพีพี ยอมให้ถือหุ้นใหญ่ 20% มั่นใจปีหน้ากำไรกระโดด
IEC ดิ้นหาเงิน จีบผู้ร่วมทุนซื้อพีพี ยอมให้ถือหุ้นใหญ่ 20% มั่นใจปีหน้ากำไรกระโดด
นายภูษณ ปรีย์มาโนช ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) เปิดเผยในงานวันผู้บริหารพบนักลงทุน ว่า ปี 2559 บริษัทอาจจะมีการขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (พีพี) ให้กับ
ผู้ร่วมทุนที่เป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าและงานในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทยอมให้ผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 20% ของทุนเรียกชำระแล้ว จากปัจจุบันที่ไม่มีใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สูงสุด ขณะที่ทั้งกลุ่มถือรวมกันประมาณ 10% และยังมีหุ้นที่ถือผ่านบุคคลอื่น 20% รวมเป็น 30% แม้ว่าจะมีการขายหุ้นบางส่วน แต่ยืนยันว่ายังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจในการบริหาร และก่อนจะเพิ่มทุนแบบพีพี ราคาหุ้นคงจะต้องดีและมีการเคลื่อนไหวมากกว่านี้ จึงจะเป็นที่สนใจของผู้ร่วมทุนรายใหม่
อย่างไรก็ดี บริษัทมีหลายโครงการที่ดำเนินงาน เช่น โครงการผลิตเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าในระยะ 2 ปี (2559-2560) คาดว่าจะใช้เงินทั้งหมดกว่า 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้จากการทำพีพีแล้ว 2,000 ล้านบาท ขณะที่อีก 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้ผ่านการระดมทุนในตลาดทุน ซึ่งตรงส่วนนี้บริษัทวางเป้าหมายว่าอาจจะมีการร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีลักษณะคล้ายทำธุรกิจเช่นเดียวกัน อาจจะมีผลิตภัณฑ์และ IEC นำเทคโนโลยีไปแลก หากเทียบเคียงมีความคล้ายกับหุ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ม.ค.หรือเดือน ก.พ.ปีหน้า
อย่างไรก็ดี บริษัทจะมีการเพิ่มทุนเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) คาดจะขายหุ้นได้ในช่วงเดือน ม.ค.ปีหน้า และจะทำให้บริษัทได้รับเงินเข้ามาประมาณ 542 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปี 2559 บริษัทมีแผนที่จะรวมมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จากปัจจุบันพาร์อยู่ที่ 0.01 บาท/หุ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าหุ้น โดยมองว่าจะทำหลังจากมีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเป็นต้นไป
นายภูษณ กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทปีหน้าน่าจะมีการเติบโตก้าวกระโดดจากการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทั้งหมด 22 เมกะวัตต์ และโครงการที่จะดำเนินการเพิ่ม เช่น โรงไฟฟ้าขยะ ที่ให้อัตราการทำกำไรที่สูงพอสมควร คาดว่าสิ้นปี 2559 จะจ่ายไฟได้เป็น 70 เมกะวัตต์ และสิ้นปี 2560 เป็น 75 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน ปีนี้บริษัทก็น่าจะมีกำไรสุทธิสูงสุดอีกครั้ง โดย9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 41 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าทั้งปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท และมองว่าผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าไตรมาส 3 ซึ่งมีแผนที่จะจ่ายเงินปันผลจากงวดผลการดำเนินงานในปี 2558 ถือเป็นการจ่ายปันผลครั้งแรกในรอบหลายปี ปัจจุบันมีกำไรสะสมอยู่ที่ 23 ล้านบาท ด้านรายได้ในปีนี้สัดส่วนกว่า 90% จะมาจากธุรกิจพลังงาน ทั้งจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าขยะ และโรงไฟฟ้าไบโอแมส และส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากธุรกิจเดิมที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี







