
‘ดราม่า Super Ultra Half Marathon’
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ดราม่า Super Ultra Half Marathon ขึ้นในโลกออนไลน์ ทั้งในประเทศและแพร่ขยายไปยังต่างประเทศ เนื่องจากรายการวิ่งกรุงเทพมาราธอน รายการเจ้าปัญหาดังกล่าว ถือเป็นรายการใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีนักวิ่งเข้าร่วมทั้งจากในประเทศและต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ดราม่า Super Ultra Half Marathon ขึ้นในโลกออนไลน์ ทั้งในประเทศและแพร่ขยายไปยังต่างประเทศ เนื่องจากรายการวิ่งกรุงเทพมาราธอน รายการเจ้าปัญหาดังกล่าว ถือเป็นรายการใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีนักวิ่งเข้าร่วมทั้งจากในประเทศและต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน
เหตุการณ์ที่เป็นประเด็น คือ ระยะ Half Marathon 21 กม. เกิดผิดพลาด มีการกำหนดจุดกลับตัวบนทางยกระดับบรมราชชนนีเกินไป 3 กม. (เบ็ดเสร็จไปกลับเกินไปร่วม 6 กม.) ทำให้ระยะทางจริงที่นักวิ่ง Half Marathon ในปีนี้ซึ่งมีอยู่ราวกว่า 7,000 คน ต้องวิ่งกันจริงๆ ยาวถึงกว่า 27 กม.
ผมเป็น 1 ใน 7,000 คน ที่ได้รับประสบการณ์โปรโมชั่นสมนาคุณจากผู้จัดโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอถือโอกาสวิเคราะห์ในแง่มุมการจัดการว่า หากมีการจัดการที่เป็นระบบแล้ว จะหลีกเลี่ยงปัญหาทำนองนี้ได้อย่างไร
ปกติการเตรียมการของงานใหญ่ระดับนี้ควรต้องมีการทำ Process Walk-through หรือการไล่ลำดับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นงาน การปล่อยตัวนักวิ่ง ตั้งแต่นักวิ่งกลุ่มแรก เรื่อยไปจนถึงนักวิ่งกลุ่มสุดท้าย ไล่ลำดับตามเวลาเลยทีเดียวว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครต้องทำอะไร เมื่อไร
ถัดไปต้องทำ Scenario ต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ และกำหนดกระบวนการ ขั้นตอนและวิธีการแก้ไขสถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบใดเกิดขึ้น ใครมีหน้าที่ที่ต้องทำอะไร ช่องทางการสื่อสารจะเริ่มจากใครไปสู่ใคร ใครจะเป็นคนมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจในเรื่องไหน สำหรับงานใหญ่ที่มีระยะเวลานาน 6-7 ชั่วโมงนั้น ทุกนาทีล้วนมีค่า และมีผลต่อความรู้สึกของผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น
ท้ายที่สุด ต้องมีการตรวจสอบเส้นทางของจริงเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเปรียบเทียบความเป็นจริงกับสิ่งที่เราได้มีการออกแบบเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าตรงกันไม่ผิดเพี้ยน
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น หากตรวจสอบเส้นทางจริง น่าที่จะพบได้ทันทีว่ามีการตั้งจุดกลับตัวผิดตำแหน่ง และป้ายที่บอกระยะตามเส้นทาง ไม่ตรงกับความเป็นจริงอยู่หลายๆ ป้าย สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มงานเสียด้วยซ้ำ
แต่...ไม่ว่าเตรียมการจะดีเพียงไร พึงระลึกไว้เสมอว่า จะต้องเกิดความผิดพลาดขึ้นแน่ๆ ไม่มากก็น้อย ผู้จัดควรจะต้องสร้างเซ็นเซอร์ตลอดเส้นทางวิ่ง เพื่อที่จะรับรู้สถานการณ์ได้ตลอดเวลาว่า มีสิ่งผิดปกติกำลังเกิดขึ้นหรือไม่ และหากเกิดขึ้นแล้วควรที่จะสื่อสาร เพื่อหาทางออกให้เร็วที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ต้องสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้คือนักวิ่งทั้งหลาย โดยเร็วที่สุด อย่ายื้อและซื้อเวลา แต่ผู้จัดเลือกที่จะสื่อสารเมื่อนักวิ่งวิ่งครบ 21 กม.แล้ว แถมยังติดตลกทำนองว่ามีของแถมให้อีก 6 กม. ซึ่ง ณ เวลานั้น ไม่มีนักวิ่งคนใดเหลือแรงที่จะไปต่ออีก 6 กม. และไม่มีอารมณ์จะขำด้วย
หากสื่อสารแต่เนิ่นๆ นักวิ่งได้ปรับตัว ปรับแผนการวิ่งแต่เนิ่นๆ ผมเชื่อว่าความรู้สึกแง่ลบคงไม่รุนแรงมากมายขนาดนี้
ท้ายสุด งานที่คุณทำไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าจะทำมานานแค่ไหน จนอาจเห็นเป็นความเคยชิน คิดว่าหลับตาทำก็ได้ อย่าประมาทเด็ดขาด
ยิ่งทำมานาน ยิ่งต้องทบทวนมากเป็นทวีคูณ อยากหลีกเลี่ยงดราม่า ต้องไม่ประมาทครับ







