posttoday
จับตาการประชุมธนาคารกลาง

จับตาการประชุมธนาคารกลาง

26 พฤศจิกายน 2558

เดือน ธ.ค. ที่จะถึงนี้นับเป็นเดือนที่สำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินแนวโน้มลงทุนในปีข้างหน้า โดยเราเชื่อว่าผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) จะมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้

เดือน ธ.ค. ที่จะถึงนี้นับเป็นเดือนที่สำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินแนวโน้มลงทุนในปีข้างหน้า โดยเราเชื่อว่าผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) จะมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้

เราคาดว่า Fed น่าจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และหาก Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ก็อาจส่งสัญญาณที่ไม่ดีต่อตลาดว่า Fed ไม่มั่นใจต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต และอาจทำให้ Fed สูญเสียความน่าเชื่อถือไป เพราะสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงิน รวมทั้งตัวประธาน Fed เองก็ได้ย้ำหลายครั้งว่า Fed สมควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ แต่การขึ้นดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำและความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะ Overheat นั้นมีไม่มากนัก ซึ่ง Fed น่าจะเน้นย้ำในการสื่อสารกับตลาดว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างช้าๆ และทำให้ความเสี่ยงต่อตลาดการเงินมีไม่มากนัก

เราคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง (25 bps) ในปีนี้ และอีก 2 ครั้ง (50 bps) ในปี 2559 โดยจะขึ้นดอกเบี้ยให้เสร็จภายในช่วงครึ่งปีแรก และคงดอกเบี้ยที่ 0.75-1.0% ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่ง Fed น่าจะหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และผลการเลือกตั้งหากเป็นไปอย่างที่เราคาด การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในครั้งนี้ก็จะนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ช้าเมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ ที่ Fed มักขึ้นดอกเบี้ยปีละประมาณ 2% (ประชุมปีละ 8 ครั้ง ครั้งละ 0.25%)

ในทางกลับกัน ECB และ BOJ ยังน่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าเป้า

ด้าน ECB ตลาดเริ่มคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมจาก ECB ในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 3 ธ.ค. หลังจากที่ Mario Draghi ประธาน ECB ได้กล่าวหลังการประชุมในวันที่ 22 ต.ค. ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายและอาจมีการขยายระยะเวลาหรือขนาดการซื้อสินทรัพย์หากมีความจำเป็น โดยหลังจากการประชุม ผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลของยุโรปในช่วงระยะสั้นถึงกลางได้มีการปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังต่อการประกาศนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติม

ส่วนทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ ยังไม่มี ความชัดเจนมากนัก หลังจากที่ BOJ มีมติคงนโยบายการเงิน และคงเป้าหมายการขยายฐานเงิน (QQE) ที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับตลาดพอสมควร แต่เราเชื่อว่านับจากนี้ BOJ จะเผชิญแรงกดดันให้ต้องผ่อนคลายนโยบายเพิ่มขึ้น เนื่องจาก

1) อัตราการขึ้นค่าจ้าง ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นได้ตามที่ BOJ คาดหวัง 2) เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มกลับสู่ภาวะถดถอย เนื่องจาก GDP ในไตรมาส 3 ที่หดตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2 และ 3) แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาพลังงาน อาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป เนื่องจากผลของค่าเงินเยนอ่อนเริ่มหมดลง

แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมของ ECB และ BOJ ประกอบกับความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Dollar Index ซึ่งแสดงถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์เทียบกับคู่ค้าหลัก ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 6% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มาอยู่ใกล้เคียงระดับสูงสุดนับจากปี 2546

ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลบวกต่อดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปและญี่ปุ่น เนื่องจากผลกำไรจากยอดขายสินค้าจากนอกประเทศจะขยายตัวขึ้น และหากพิจารณาจากค่าสหสัมพันธ์ของตลาดหุ้นต่างๆ กับดัชนี Dollar Index ก็ได้ข้อสรุปเช่นเดียวกันว่า ดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปและญี่ปุ่นมีการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ Dollar Index มากที่สุด (ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) ส่วนราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ