
‘ฟิทช์’ชี้สื่อสารเสี่ยง
รายได้ต่ำ/ลงทุนสูง/เงินสดลบ 3 หุ้นใหญ่ถูกยืมชอร์ต 4.8 พันล.
รายได้ต่ำ/ลงทุนสูง/เงินสดลบ 3 หุ้นใหญ่ถูกยืมชอร์ต 4.8 พันล.
ฟิทช์ระบุโทรคมนาคมยังเผชิญเสี่ยงปี 2559 รายได้โตต่ำ แข่งขันรุนแรง ลงทุนสูง
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ออกรายงานระบุว่า อุตสาหกรรมโทร คมนาคมของไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงต่อเนื่องในปี 2559 เพราะรายได้ของอุตสาหกรรมฯ จะเติบโตเพียง 2-3% จากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการด้านข้อมูลทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะที่รายได้จากบริการด้านเสียงจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและมีการเติบโตของการใช้บริการด้านข้อมูลทดแทนการใช้บริการด้านเสียง
ขณะเดียวกันอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ในปี 2559 ก็น่าจะเพิ่มขึ้นในระดับต่ำ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้ภาครัฐที่ปรับตัวลดลงอาจถูกลดทอนจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และการบริหารจัดการเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง การประมูลคลื่นความถี่ และการขยายเครือข่าย 4จี จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่น่าจะมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นลบและอัตราส่วนหนี้สินต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นใน 2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสที่ “BBB+”/AA+(tha)/คงที่ และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ที่ “BBB”/AA(tha)/คงที่ ยังคงมีเสถียรภาพ เนื่องจากอันดับเครดิตปัจจุบันได้พิจารณาถึงกรณีที่อัตราการเติบโตของกำไรที่อยู่ในระดับต่ำ และกระแสเงินสดสุทธิเป็นลบ อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งทางการเงินที่น่าจะปรับตัวลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติม โดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิตปัจจุบันของผู้ประกอบการที่ปรับตัวลดลง
นายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) กล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะเข้าประมูล 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ หลังจากที่บริษัทได้ชนะการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 4.09 หมื่นล้านบาท ซึ่งปีหน้าบริษัทมีแผนลงทุนระบบในการให้บริการ 4จี ส่วนเม็ดเงินลงทุนนั้นขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ส่วนหนึ่งจะมาจากกำไรจากการดำเนินงานและบริษัทมีศักยภาพในการจัดหาแหล่งเงินทุน
ด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 เทียบกับสิ้นไตรมาส 2 ปี 2558 สินทรัพย์ชั่วคราวลดลงจาก 3.71 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 3.37 หมื่นล้านบาท จากปริมาณเงินสดและสินค้าคงคลังของมือถือที่ลดลง ขณะที่สินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้นจาก 9.36 หมื่นล้านบาท เป็น 9.70 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการลงทุน 3จี ที่เพิ่มขึ้น ชดเชยกับสินทรัพย์ 2จี ที่ตัดจำหน่ายครบในไตรมาสนี้
ขณะที่หนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 8.18 หมื่นล้านบาท เป็น 9.25 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการกู้เงินระยะสั้นเพิ่มขึ้น 1.05 หมื่นล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 4.89 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 3.81 หมื่นล้านบาท เหตุเพราะกำไรสะสมลดลงจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในเดือน ก.ย. บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.6 เท่า และหนี้สินสุทธิต่ออีบิตดายังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ 0.53 เท่า แม้ว่าจะมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและต้นทุนดอกเบี้ยในไตรมาส 3 อยู่ที่ 4.1% ต่อปี
สำหรับกระแสเงินสดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (หลังภาษี) อยู่ที่ 4.46 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4.41 หมื่นล้านบาท ในรอบ 9 เดือนของปีก่อน งบลงทุนสะสมที่จ่ายทั้งปีอยู่ที่ 2.48 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 29% ของรายได้การให้บริการ ทำให้บริษัทคงเหลือกระแสเงินสดอิสระอยู่ที่ 1.97 หมื่นล้านบาท (กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (หลังภาษี) หักงบลงทุนสะสม) ในไตรมาสนี้บริษัทมีการกู้เงินกู้ระยะสั้นจำนวน 1.05 หมื่นล้านบาท และจ่ายปันผลระหว่างกาลจำนวน 1.93 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มสื่อสารถูกยืมไปขายล่วงหน้า (ชอร์ตเซลส์) ค่อนข้างมากเพราะนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการประมูลใบอนุญาต 4จี ที่แข่งขันรุนแรง และใช้เงินลงทุนสูงกว่าที่คาดการณ์กันไว้ โดยตั้งแต่วันที่ 1-17 พ.ย. 2558 พบว่าหุ้นสื่อสาร 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น TRUE, ADVANC และ DTAC มียอดถูกยืมไปขายล่วงหน้า 4,820 ล้านบาท แบ่งเป็น TRUE วงเงิน 1,755 ล้านบาท ADVANC จำนวน 2,011 ล้านบาท และ DTAC จำนวน 1,053.46 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คงคำแนะนำขาย DTAC ในกรณีปกติ สมมติให้ชนะการประมูล 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่่ 4 หมื่นล้านบาท มูลค่าเหมาะสมหลังปรับเรื่องการแข่งขันและราคาประมูลที่สูงจะอยู่ที่ 50 บาท แต่หากไม่ชนะการประมูล มูลค่าที่เหมาะสมจะลดลงเหลือ 37.50 บาท จากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง







