posttoday
สปาแบรนด์ไทย ผงาดตลาดอาเซียน

สปาแบรนด์ไทย ผงาดตลาดอาเซียน

26 พฤศจิกายน 2558

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

การสร้างแบรนด์สินค้าและบริการ การมีมาตรฐานระดับสากล รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้เป็นเครื่องหมายทางการค้ายืนยันให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการในมุมไหนของโลกจะมีคุณภาพเดียวกัน ถือเป็นอีกสูตรความสำเร็จช่วยสร้างชื่อผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

เช่นเดียวกับชื่อเสียงแบรนด์สปาของประเทศไทยเป็นที่ประจักษ์กับนักท่องเที่ยว ขับเคี่ยวกันอย่างสูสีกับคู่แข่งที่มีดีไม่แพ้กัน อย่างสปาเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย แบรนด์บันยันทรี สัญชาติสิงคโปร์ ทำให้ภาพการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) สปาในอาเซียนไม่เด่นชัดนักว่าชาติใดจะได้ตำแหน่งนั้นไปครอง

ณรัล วิวรรธนไกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเวลเนส กรุ๊ป ผู้บริหารสปา เลทส์ รีแลกซ์ และระรินจินดา เล่าว่า การเปิดเสรีอาเซียนปลายปีนี้ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะตลาดยุโรป อเมริกา จากเดิมนิยมพักผ่อนในไทย 8 วัน 7 คืน เหลือเพียง 4 วัน 3 คืน เพราะการเดินทางเชื่อมโยงอาเซียนมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมต่อ

การเปิดเสรีอาเซียน รวมถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เป็นโอกาสทางการตลาดที่บริษัทจะขยายธุรกิจสปาภายใต้แบรนด์ เลทส์ รีแลกซ์ สปาระดับ 4 ดาว ออกสู่ชาติอาเซียน นำร่องในกลุ่มกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สาเหตุที่เลือกแบรนด์ระดับ 4 ดาว ในการขยายธุรกิจครั้งนี้ เพราะแบรนด์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ความต้องการนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแนวโน้มนิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที) เพิ่มขึ้น รวมถึงรองรับกลุ่มคนในประเทศนั้นๆ กรณีเข้าสู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น)

“แบรนด์เลทส์ รีแลกซ์ เปิดให้บริการมานานกว่า 17 ปี มีฐานลูกค้ากว่า 3 ล้านคนทั่วโลก ส่วนใหญ่ชื่นชอบการบริการที่ดี และมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้ลูกค้ามองเห็นด้วยสายตาว่าทุกสาขามีมาตรฐานเดียวกัน” ณรัล กล่าว

สำหรับแผนขยายสาขาสู่ชาติอาเซียน อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับกลุ่มซีแอลเอ็มวี โดยรูปแบบการลงทุนเน้น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ขายแฟรนไชส์ให้คู่ค้า 2.ร่วมเป็นพันธมิตรกับทุนท้องถิ่น และ 3.ลงทุนเอง ใช้งบประมาณเฉลี่ย 15-30 ล้านบาท/สาขา ซึ่งการลงทุนในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับกฎหมายธุรกิจที่เอื้อต่อนักลงทุน ซึ่งจะเปิดสาขาแรกที่หลวงพระบาง สปป.ลาว ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559  และทยอยเปิดในเมืองหลวงในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี เฉลี่ย 2-3 สาขา/เมือง

ณรัล กล่าวว่า ข้อดีของการขยายสาขาในชาติอาเซียน คือ การเดินทางไปดูแลธุรกิจมีความคล่องตัว กลุ่มลูกค้ามีความใกล้เคียงกัน สามารถโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่ใกล้เคียงหรือกลุ่มเดียวกันได้

ขณะที่การสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ สามารถเชื่อมต่อจากการใช้บริการในประเทศไทย โดยบริษัทนำเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ ทั้งลวดลายตกแต่งร้าน ขั้นตอนการนวด บรรยากาศภายในร้าน สร้างความรู้สึกให้ลูกค้าผ่อนคลายเหมือนการใช้สปาที่เมืองไทย

“หัวใจการขยายธุรกิจในอาเซียนนั้น บริษัทจะไม่เน้นเพิ่มสาขาจำนวนมาก เพราะส่งผลต่อคุณภาพมาตรฐานการบริการ สปาเป็นธุรกิจที่ละเอียดอ่อนด้านการให้บริการ บางประเทศอาจติดภาพว่าสปาคล้ายกับธุรกิจอาบอบนวด บางประเทศรอให้การเมืองนิ่ง เช่น เมียนมา จากเดิมที่จะเปิดสาขาช่วงต้นปีหน้า ก็จะรอจนมีรัฐบาลใหม่ก่อน” ณรัล กล่าว

ทั้งนี้ คาดหวังว่าการสร้างแบรนด์เลทส์ รีแลกซ์ ในครั้งนี้ จะผลักดันให้แบรนด์มีความแข็งแกร่ง เป็นเหมือนตัวแทนสปาไทย เพราะปัจจุบันยังไม่มีสปาไทยรายใดเข้าไปลงทุนโดยใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเองมากนัก การเปิดธุรกิจอย่างจริงจังครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งให้ธุรกิจสปาไทยได้รับการยอมรับในระดับอาเซียน

ณรัล กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาให้ครอบคลุมประเทศสมาชิกอาเซียนให้ครบ 8 ประเทศ ยกเว้นบรูไน ในอีก 5 ปีข้างหน้า นับจากปี 2559 และปีหน้าจะเปิดตลาดในเอเชีย คือเปิดสาขา 3 แห่งในเหอหนาน และฉงชิ่งของจีน  ก่อนขยายไปยังเมืองอื่นต่อไป

“บริษัทต้องการให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนวางมาตรฐานสปาไทยให้มีคุณภาพระดับสากล พร้อมผลักดันให้ไทยเป็นฮับสปาไทยอย่างแท้จริง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนใจเดินทางมาใช้บริการสปาของไทยก่อนคิดถึงประเทศอื่นๆ” ณรัล กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท