
เจาะธุรกิจ Kiss me doll จากตุ๊กตาสู่ผ้าพันคอ
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
หากธุรกิจถึงทางตันหรือขยายต่อไปไม่ได้ และมีอุปสรรคมากมาย เจ้าของธุรกิจจะตัดสินใจครั้งสำคัญอย่างไร... จะสู้ต่อไป หรือจะยอมแพ้ หรือปรับธุรกิจใหม่ แต่ทางแก้ของธุรกิจก็แตกต่างกัน เช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจผ้าพันคอ “Kiss me doll” ที่ใช้แนวทางการสร้างธุรกิจใหม่ สร้างให้แบรนด์ผ้าพันคอ “Kiss me doll” ก้าวสู่อันดับต้นๆ ของประเทศไทยได้สำเร็จ แปรสภาพจาก “ปัญหา” สู่ทางออกใหม่
“Kiss me doll” แบรนด์ผ้าพันคอรายใหญ่ของประเทศไทย ที่พลิกธุรกิจจากตุ๊กตาที่ทำธุรกิจมานานหลายปี สู่ตลาดผ้าพันคอ และกำลังแตกไลน์สินค้าใหม่ คือ กระเป๋า พร้อมขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบปี และอยู่ระหว่างเจรจาขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น
“พสิษฐ์ รัตน์จารุพงศ์” ผู้ก่อตั้ง Kiss me doll ให้มุมมองต่อการพลิกธุรกิจจากทำตุ๊กตาสู่ตลาดผ้าพันคอว่า ขณะนั้นรู้แนวโน้มว่าตลาดตุ๊กตาไม่ค่อยสดใสนัก จึงตัดสินใจทำธุรกิจใหม่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะลงทุนกับธุรกิจตุ๊กตาจำนวนมาก และลงทุนไปแล้วหลายปี การตัดสินใจเลือกเปิดธุรกิจใหม่สู่ผ้าพันคอ เพราะมองเห็นโอกาสของตลาดผ้าพันคอที่ยังไม่ค่อยมีมากในไทย และตลาดมีแนวโน้มเติบโตดี
“ไม่กลัวที่ต้องเริ่มต้นใหม่ และนับหนึ่งอีกครั้ง จึงเริ่มต้นทำธุรกิจผ้าพันคอทันที ในเงินลงทุนระดับแสนบาท โดยการเริ่มต้นใหม่ก็ต้องใช้ระยะเวลาเป็นปีกว่าที่ลูกค้าทุกคนจะรู้จัก ต้องมีความอดทน และเชื่อมั่นในสินค้าที่ผลิต มีคุณภาพและดี อยากให้ทุกคนคิดว่า ถ้าโอกาสกำลังมา ไม่ให้กลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ แม้ว่าทุกคนจะกลัวล้มเหลว กลัวพลาด แต่ก็ต้องใจกล้า เปรียบเสมือนตาบอดไม่กลัวเสือ ผมพลิกธุรกิจใหม่หมด เปลี่ยนสินค้าใหม่หมด เพราะมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ” พสิษฐ์ กล่าว
การเดินเครื่องสู่ธุรกิจใหม่ บริษัทได้วางกลยุทธ์และแผนการตลาดของสินค้าอย่างชัดเจน เน้นคุณภาพ และการออกแบบ ลูกค้าจึงรู้จัก รวมทั้งได้ออกงานแฟร์ในทุกปี ทำให้ลูกค้ารู้จักอย่างมาก มุ่งผลิตสินค้าที่ดี วางขายในราคาสมเหตุสมผล พร้อมกับใช้ความซื่อสัตย์แก่ลูกค้า ซึ่งนี่สำคัญมาก ต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า และทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม เป็นหลักที่ยึดมาตลอด ทำให้ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา Kiss me doll ขยายสาขาได้ 28 สาขา คาดว่าสิ้นปี 2558 จะมีสาขารวม 31 สาขา
รวมทั้งกำลังขยายธุรกิจใหม่สู่กระเป๋า “Kiss me doll” เตรียมทำตลาดอย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค. 2558 เน้นเป็นกระเป๋าที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เป็นหนังเทียม มีน้ำหนักเบา ทนน้ำได้ และมีลวดลายของแบรนด์เองที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้เริ่มเปิดให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (พรีออร์เดอร์) ในงานบ้านและสวนแฟร์ ซึ่งมียอดพรีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งแบรนด์กระเป๋า บริษัทใช้เวลา 4 ปีกว่าจะเริ่มทำตลาด เนื่องจากต้องการหาแหล่งผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีสุด หากไม่ได้ตรงตามที่ต้องการจะไม่ผลิตออกมา
พร้อมกันนี้ยังได้ลิขสิทธิ์ ไลเซนซี จากดิสนีย์แลนด์ ประเทศสหรัฐ อย่างถูกต้อง เพื่อนำผลิตสินค้าเสื้อผ้า ลวดลายดิสนีย์ เน้นสเวตเตอร์ เสื้อจัมพ์ และแจ็กเกต สวมใส่ง่าย โดยเป็นโรงงานที่ผลิตในประเทศไทย คาดว่าจะเริ่มเปิดช็อปใหม่ของธุรกิจเสื้อผ้าในช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า ซึ่งการขยายสู่ตลาดเสื้อผ้านี้มาจากตลาดการออกกำลังกายกำลังเติบโตดี
“พสิษฐ์” กล่าวต่อว่า การทำธุรกิจที่ผ่านมา องค์กรไม่มีวันหยุดนิ่ง ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ การแข่งขันกับตัวเอง เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับพิจารณาว่าธุรกิจไหนมีโอกาสเติบโตก็จะขยาย รวมทั้งไม่หยุดที่จะมุ่งสร้างสรรค์สินค้าใหม่ พร้อมกันนี้กำลังวางแผนขยายแบรนด์ออกไปในตลาดเอเชีย ทั้งประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน คาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2559
ความท้าทายของการทำธุรกิจที่ผ่านมา จะมาจากปัจจัยภายนอกองค์กร ทั้งเรื่องการเมืองที่มีวิกฤต รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ สิ่งที่ต้องทำคือ การปรับธุรกิจและพัฒนาตัวเอง พร้อมกับหันมาพัฒนาแบรนด์และพนักงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายยอดขายของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะสร้างยอดขายเติบโต 10-15% และจะสร้างธุรกิจเติบโตมั่นคงทุกปี







