
TUมองปี'59สดใส
TU มองผลงานปี 2559 เฟื่องฟู ราคาขายขยับตามวัตถุดิบ 18 ธ.ค. รู้ผลบัมเบิ้ลบี
TU มองผลงานปี 2559 เฟื่องฟู ราคาขายขยับตามวัตถุดิบ 18 ธ.ค. รู้ผลบัมเบิ้ลบี
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจโดยรวมในปี 2559 จะออกมาดีกว่าปีนี้ คาดรายได้จะเติบโต 15-20% จากปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้กว่า 1.2 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นก็จะสามารถรักษาอยู่ในระดับเดียวกับปีนี้ที่อยู่ระหว่าง 16-17% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 4-5%
ปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจในปี 2559 นายธีรพงศ์ กล่าวว่า มาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 5-10% ส่งผลให้บริษัทขายทูน่าในราคามากขึ้นได้เช่นกัน สถานการณ์กุ้งก็มีหนทางคลี่คลายมากขึ้น และปริมาณกุ้งเพิ่มขึ้น 10-20% หรือ 2.7-3 แสนตัน จากปีนี้อยู่ที่ 2.5 แสนตัน ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนน่าจะทรงตัวในรูปของค่าเงินบาท จากต้นปีนี้เงินบาทแข็งค่า และเริ่มมาอ่อนค่าเมื่อครึ่งปีหลัง ส่วนค่าเงินยูโรเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน
นอกจากนั้น กิจการที่บริษัทซื้อมาเริ่มจะออกดอกออกผลในปีหน้าอย่างชัดเจน ในครึ่งปีหลังจะเริ่มออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและมีการเพิ่มมูลค่าในแต่ละผลิตภัณฑ์มากขึ้น รวมถึงเห็นผลจากที่บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัทในกลุ่มประเทศเกิดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
นายธีรพงศ์ กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ว่า ตอนนี้ต้องรอคำตัดสินจากกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ (DOJ) กรณีซื้อกิจการบริษัท บัมเบิ้ลบี ซีฟู้ดส์ จะออกมาในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ก่อน ถ้าผลออกมาดีบริษัทก็ต้องขายหุ้นในส่วนของบริษัทอาหารทะเลของบริษัท ชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี ออกไป ซึ่งขณะนี้บริษัทได้มีการเจรจาและเปิดให้ผู้ที่สนใจเยี่ยมชมและฟังข้อมูลไว้แล้ว ทำให้บริษัทต้องชะลอเรื่องการซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนในสหรัฐไปก่อน หากผลออกมาในทางที่ไม่สามารถซื้อได้ บริษัทก็ยังคงดำเนินการตามเป้าหมายภายในปี 2563 ที่มีรายได้ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามแนวทางการซื้อกิจการและร่วมลงทุนเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงนโยบายในการจ่ายปันผลมากกว่า 50% ของกำไรสุทธิ และมีการจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง
“แม้บริษัทจะมีความล่าช้าในการเข้าซื้อบัมเบิ้ลบีไป 1 ปี แต่ระหว่างนี้เราก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย ปัจจุบันนี้มีกระแสเงินสดหรือกำไรก่อนหักภาษีดอกเบี้ยและค่าเสื่อม (อีบิตดา) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท จากทุกปีปกติจะอยู่ที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ปัจจุบันอยู่ที่ 0.64 เท่า จากปีก่อนที่ 0.85 เท่า” นายธีรพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ถ้าบริษัทต้องมีการขายชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี ออกไป ถือว่าบริษัทจะใช้เงินในการซื้อบัมเบิ้ลบีน้อยลง และใช้กระแสเงินสดที่น้อยลงกว่าเดิม ทั้งนี้ราคาซื้อกิจการบัมเบิ้ลบีอยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทจะไม่รีบในการดำเนินการ ขอใช้เงินก่อนที่จะได้ผลสรุปในการดำเนินงานว่าซื้อกิจการได้หรือไม่ แต่ครั้งนี้จะทำทุกอย่างให้รอบคอบกว่าที่ต้องได้โครงการให้ชัดก่อนที่จะวางแผนในการใช้เงิน
ด้านงบการลงทุนในปี 2559 ยังคงกำหนดไว้ที่ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปีเช่นเดิม โดยยังไม่รวมงบการร่วมทุนหรือซื้อกิจการแต่อย่างใด
สำหรับเหตุการณ์ก่อการร้ายกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายธีรพงศ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอซื้อสินค้าหรือการยกคำสั่งซื้อจากกลุ่มยุโรปแต่อย่างใด จึงไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด โดยมองว่าเหตุการณ์นี้เหมือนกับตอนที่กรุงเทพฯ มีเหตุการณ์ระเบิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การท่องเที่ยวในระยะสั้นเท่านั้น และสินค้าของ TU ก็ไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์การท่องเที่ยว แต่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานที่คนยังจำเป็นต้องกินต้องใช้
กรณีปัญหาการทำประมงอยากจะยกเรื่องให้เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นรัฐบาลมีความเข้มงวดที่จะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนออกมาเป็นพระราชกำหนดถือว่ามีความเข้มงวด
อย่างไรก็ดี มองว่าความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจปีหน้าต้องบอกว่า ปกติเรื่องเศรษฐกิจของโลกจะไม่มีส่วนกระทบหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจแต่อย่างใด ซึ่งถึงวันนี้แสดงให้เห็นชัดแล้วว่าสินค้าของ TU เป็นสินค้าจำเป็นและพื้นฐานของคนทั่วไป
“มองเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังคงเป็นปีที่มีความท้าทาย แต่คงไม่ได้จากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน แต่จำเป็นต้องมาจากการลงทุนภาครัฐที่จะเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” นายธีรพงศ์ กล่าว







