
2 ยักษ์แนะบริหารคน 3 รุ่น ยุคโซเซียล เน็ตเวิร์ก
8...ดวงใจ จิตต์มงคล
การจะเป็นผู้นำองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ระดับแถวหน้าของประเทศที่มีผลดำเนินการและกำไรดี ใช้เคพีไอเป็นเครื่องมือวัด และยากยิ่งไปกว่านั้น คือ การรักษาคนเก่งขององค์กร ซึ่งผสมผสานกันระหว่างคน 3 รุ่น หรือ 3 Generation เอาไว้ร่วมกันได้ในปัจจุบัน
จากงาน
“แฮปปี เวิร์กเพลส ฟอรัม ทรี” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “มุ่งสู่องค์กรแห่งอนาคต รับมืออย่างไรกับ Generation Gap ภายในองค์กร”สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการแทน ผู้จัดการสำนักงาน สสส. กล่าวว่า หากองค์กรสามารถดูแลคนในระบบได้ดีแล้ว ซึ่งมีจำนวนถึง 12 ล้านคน แบ่งเป็นคนในภาครัฐ 2 ล้านคน และภาคเอกชน 10 ล้านคน หากพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งความสุขได้ ก็จะลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสังคมแห่งความสุข จากปัจจุบันที่หน่วยงานและองค์กรต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ คือ ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย หรือ Generation Gap ที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจในขณะนี้
นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน สสส. กล่าวว่า จากผลการศึกษาของสำนักวิจัยเวลล์วัน ถึงช่องว่างระหว่างวัยกับการใช้เทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาจำนวน 700 คน พบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มที่อยู่ในวัยผู้บริหาร ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือที่เรียกว่า ยุคเบบี้บูมเมอร์ (บีบี) รู้สึกว่าการใช้อุปกรณ์พกพา เช่น บีบีหรือไอโฟนในเวลาทำงาน ทำให้วินัยในการทำงานลดลง และการใช้คอมพิวเตอร์พกพาในขณะประชุมเป็นเรื่องรบกวนสมาธิ
ขณะที่กลุ่มเจเนอเรชัน วาย ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี จำนวนมากกว่า 50% ไม่เห็นด้วย โดยพบว่า 62% ของกลุ่มเจนวายนิยมเล่นโซเชียล เน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ในที่ทำงาน ขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์เข้าใช้งานเพียง 14% โดยกลุ่มเจนวายมักนิยมทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เช่น เปิดเว็บ ฟังเพลง และทำงาน
วีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญในการทำความเข้าใจกลุ่มคนทำงานในแต่ละเจเนอเรชัน ซึ่งอาจอยู่ในอยู่ในรูปแบบของคอร์สการฝึกอบรม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ในแต่ละเจเนอเรชันด้วย หากสามารถเข้าใจซึ่งกันและกันได้ ก็จะสามารถนำความรู้ระหว่างเจเนอเรชันมาใช้พัฒนาองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับแนวคิดการจัดการในองค์กร จะต้องพยายามบริหารให้เป็นระบบ ทำทุกอย่างให้เป็นเหตุผลวัดได้ โดยบริษัทให้ความคัญ 4 ด้านหลัก คือ 1.ความสุขทางกายภาพ คือ สถานที่ทำงานที่ดี 2.สภาวะทางอารมณ์ โดยพนักงานมีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานและองค์กร
3.สภาวะทางสังคม มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม และ 4.สภาวะทางจิตวิญญาณ พนักงานทุกกลุ่มมีความสุขทางใจ ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ และว่าการสร้างกิจกรรมด้านการทำบุญหรือมีส่วนร่วมในสังคม จะเป็นตัวเชื่อมร่วมกันได้ในทั้งสามกลุ่มคนทำงาน
ด้าน บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าแฟชั่นเครื่องสำอางในเครือสหพัฒน์ กล่าวในทิศทางเดียวกับผู้บริหาร ปตท. พร้อมเสริมว่า คนทำงานในแต่ละรุ่นหรือเจเนอเรชัน มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ขณะเดียวกันผู้บริหารในยุคเบบี้บูมเมอร์หรือบีบีเอง ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นคนกลุ่มเจนวาย ว่าไม่เหมือนกับคนกลุ่มบีบี
ด้วยเชื่อว่าทฤษฎี 20:80 ระบุว่า กลุ่มคนสัดส่วน 20% จะสร้างยอดขายได้มากที่สุดสัดส่วน 80% เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนธุรกิจในปัจจุบันที่ต้องใช้กลุ่มคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อน โดยการฝึกอบรมพนักงานแต่ละยุคต้องมองหาสิ่งที่พวกเขาชอบ ซึ่งคนยุคบีบีต้องยอมรับให้ได้ ไม่ใช่เข้าไปปรับเปลี่ยนคนกลุ่มนี้
“
อยากให้มองว่าการใช้มือถือแบล็คเบอร์รี่หรือว่าไอโฟนของคนกลุ่มนี้เป็นแฟชั่น ซึ่งก็เหมือนคนยุคเบบี้บูมเมอร์ ที่มีแฟชั่นการรับรู้ข้อมูลจข่าวสารจากการอ่านหนังสือพิมพ์ทุกๆ เช้ากันคนละเล่ม คนยุคบีบีต้องขยันทำงาน ส่วนยุคเจนเอกซ์ต้องมีตำแหน่ง เพราะเริ่มมีภาระครอบครัว และคนเจนวายมีแนวคิดชอบทำในสิ่งชอบ ยังไม่สนใจตำแหน่ง ทำในสิ่งที่สนุก ต้องการกำลังใจ” บุญเกียรติ กล่าว






