
‘ชิเซโด้’ลั่น3ปีชิงเอลก้าขึ้นผู้นำ
โพสต์ทูเดย์ — บอสใหม่ชิเซโด้รับนโยบายบริษัทแม่ ดันยอดขายโต 2 หลักต่อเนื่อง 3 ปี หวังเบียดเอลก้าขึ้นแท่นผู้นำเครื่องสำอางหรู
นายมาซาโตะ ยามาดะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา ได้วางแผนงาน 3 ปีนับจากนี้ โดยมุ่งขึ้นเป็นผู้นำตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระดับบนภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) เป็นผู้นำตลาด พร้อมทั้งตั้งเป้าเติบโตในอัตรา 2 หลักอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายที่บริษัทแม่วางเป้าหมายไว้
ปัจจุบันชิเซโด้เป็นผู้นำตลาดในแง่แบรนด์ชิเซโด้ แต่หากเป็นในแง่บริษัทแล้ว เอลก้ายังเป็นผู้นำเนื่องจากมีสินค้าในเครือหลากหลายแบรนด์ ดังนั้น การขึ้นสู่ผู้นำตลาด จึงต้องเน้นทั้งการเพิ่มยอดขายจากแบรนด์ที่มีอยู่ และการนำแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทนับจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์แบรนด์ชิเซโด้จะเร่งปรับรูปลักษณ์เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าภายใต้คอนเซปต์ เดอะ โมเมนต์ ออฟ ทรู เน้นดีไซน์หรูหรา ทันสมัย โดยล่าสุดได้เปิดเคาน์เตอร์รูปแบบใหม่แล้ว 2 สาขาที่สยามพารากอนและชิดลม และจะเปิดอีก 1 สาขาภายในปีนี้
นอกจากนี้ ยังขยายไลน์สินค้าใหม่ต่อเนื่อง โดยในเดือน ส.ค.นี้จะเปิดตัวชิเซโด้ มากียาจ เครื่องสำอางสีสันคอลเลกชันรับปลายปี ตามด้วยผลิตภัณฑ์สีสันเพื่อริมฝีปากและดวงตา รวมถึงเซรัมภายใต้ชื่อ ไบโอ เพอร์ฟอร์แมนซ์ ซูเปอร์ คอเร็กทีฟ เซรัม ในเดือน ก.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ
สินค้าในกลุ่มแมสทีจหรือเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางตอนบน ได้แก่ผลิตภัณฑ์แบรนด์ซีเอ และมาจอลิกา มาจอร์กา นั้น ในส่วนของซีเอจากจุดจำหน่าย 129 สาขา จะมุ่งขยายช่องทางจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัด รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาวและกัมพูชา โดยจะเน้นร้านค้าที่มียอดจำหน่ายดีเป็นหลัก ส่วนแบรนด์มาจอลิกา มาจอร์กา ปัจจุบันวางจำหน่าย 47 สาขาในร้านวัตสัน ซึ่งจะขยายช่องทางจำหน่ายและออกสินค้าใหม่เช่นกัน
ล่าสุด ยังได้ขยายแบรนด์ใหม่คือ อควา เลเบล มาเจาะตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในกลุ่มแมสทีจ โดยวางจำหน่ายในวัตสัน 5 สาขา และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30 สาขาภายใน 3 ปีจากนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากแบรนด์ชิเซโด้ 67% กลุ่มแมสทีจ 10% และแบรนด์อื่นๆ อาทิ นาร์ส เคลย์ เดอ โปโบเต้ 23% “แผนการตลาดของเรานับจากนี้ ในกลุ่มแมสทีจ จะเน้นเรื่อง คุณภาพที่ดี ในราคาที่คุ้มค่าเป็นหลัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าระดับแมสทีจ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้า และมีสัดส่วนเกือบ 40% จากลูกค้าทั้งหมด”นายยามาดะกล่าว







