
มีลูกช่วยชาติ
โดย...ชัตน์วรี
โดย...ชัตน์วรี
ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงวัยมากขึ้น ขณะเดียวกันคนส่วนใหญ่ก็มีทัศนคติอยากอยู่อิสระและเป็นโสด ไม่อยากจะมีลูก ส่งผลให้อัตราการเกิดของประชากรลดลง และในอนาคตจะขาดแคลนวัยแรงงาน
ในต่างประเทศจึงตื่นตัวออกมาตรการต่างๆ สนับสนุนให้ประชากรมี “ลูก” เพิ่มขึ้น
แม้แต่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้มาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา เพราะเริ่มเห็นปัญหาประชากรสูงวัยใกล้จะล้นประเทศแล้ว และขาดแคลนวัยทำงาน
ส่วนรัฐบาลสิงคโปร์เองก็เคยออกมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ชาวสิงคโปร์ “แต่งงาน” และมีบุตร ครอบครัวละ 3 คน ทั้งการให้วันหยุดโดยหักเงินเดือนสำหรับคุณพ่อเพื่อดูแลภรรยาเพิ่งคลอด การให้สามีภรรยาที่มีบุตรมีสิทธิเลือกซื้อบ้านราคาถูกก่อนครอบครัวอื่น การให้เงินเบี้ยเลี้ยงสำหรับบุตร 4 คนแรก ขณะที่ทารกแรกเกิดจะได้รับเงินจากกองทุนสุขภาพ 3,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 7.65 หมื่นบาท
ย้อนมาดูประเทศไทย รัฐบาลไทยตระหนักปัญหาสังคมผู้สูงอายุเช่นกัน ล่าสุดเตรียมจะออกมาตรการด้านภาษีและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเลี้ยงดูบุตรมาก เพื่อจูงใจให้มีลูกมากขึ้น เช่น
- เตรียมเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรที่ปัจจุบันให้แค่ 2 คน คนละ 1.7 หมื่นบาท สำหรับบุตรที่ศึกษาในประเทศและคนละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับบุตรที่ไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาต่อในต่างประเทศ แต่ต่อไปจะให้แบบไม่จำกัดจำนวนบุตร และเพิ่มวงเงินลดหย่อนเป็น 3 หมื่นบาท/คน
- สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ขยายสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนได้รับค่าเลี้ยงดูบุตร เหมาจ่ายเดือนละ 400 บาท/บุตรหนึ่งคน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ เพิ่มจากไม่เกิน 2 คน เป็น 3 คน
- รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนเด็กไทยที่เกิดระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2558-30 ก.ย. 2559 รายละ 400 บาท/เดือน เป็นเวลา 1 ปี
ในโลกนี้ยังมีเรื่องที่อะไรที่บิดเบี้ยว เพราะท่ามกลางปัญหา “คุณแม่วัยใส” ไม่พร้อมที่จะมีลูก แต่กลับมีลูกหัวปีท้ายปี แต่คนที่พร้อมทั้งความรู้และมีฐานะ กลับไม่มีลูก หรือไม่อยากจะมีลูก ขณะที่การสนับสนุนการเพิ่มประชากรที่อาจได้เพียง “ปริมาณ” แต่ไม่คำนึง “คุณภาพ” ในที่สุดจะกลายเป็นกับระเบิดของปัญหาสังคมได้







