
สวีเดน – สังคมไร้เงินสดแห่งแรกในโลก
ต้นเดือนที่ผ่านมามีข่าวเล็กๆ ปรากฏบนแทบทุกสื่อถึงการประกาศว่าประเทศสวีเดนจะเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดเป็นแห่งแรกในโลกเพียงแค่ 6 ปีที่ผ่านมา ปริมาณเงินสดที่หมุนเวียนได้ลดลงจาก 106 พันล้านโครนสวีเดน เหลือเพียง 80 พันล้าน (และคาดว่ามีเพียง 60% จากยอดนี้เป็นเงินสดที่หมุนเวียนในตลาดจริงๆ) ทำให้สวีเดนได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่เข้าใกล้สังคมไร้เงินสดมากที่สุด
ต้นเดือนที่ผ่านมามีข่าวเล็กๆ ปรากฏบนแทบทุกสื่อถึงการประกาศว่าประเทศสวีเดนจะเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดเป็นแห่งแรกในโลกเพียงแค่ 6 ปีที่ผ่านมา ปริมาณเงินสดที่หมุนเวียนได้ลดลงจาก 106 พันล้านโครนสวีเดน เหลือเพียง 80 พันล้าน (และคาดว่ามีเพียง 60% จากยอดนี้เป็นเงินสดที่หมุนเวียนในตลาดจริงๆ) ทำให้สวีเดนได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่เข้าใกล้สังคมไร้เงินสดมากที่สุด
เมื่อพูดถึงสังคมไร้เงินสด บัตรพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยประเทศสวีเดนได้ทำการยกเลิกการกำหนดยอดเงินขั้นต่ำของการทำธุรกรรมของการใช้บัตร ทำให้เกิดความสะดวกในการใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นมูลค่าน้อยเพียงใดก็ตามก็ยังใช้บัตรได้ แต่ที่จุดประกายจริงๆ ของเรื่องนี้กลับเป็นระบบโมบายแบงก์กิ้งที่ชื่อว่า สวิช (Swish) ก่อกำเนิดจากธนาคารกลางและธนาคารหลัก 6 แห่งร่วมกันพัฒนาขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว จากจุดเริ่มต้นที่ใช้เพียงโอนเงินระหว่างบุคคล มาเปิดเป็นการโอนเงินสำหรับชำระค่าสินค้าและบริการเมื่อกลางปีที่แล้ว ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จนในปัจจุบันมีผู้ใช้งานอยู่สูงถึง 3.5 ล้านคน จากประชากร 9.5 ล้านคน และมีปริมาณธุรกรรมทางการเงินในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาสูงถึง 4.5 พันล้านโครนสวีเดน (เทียบเท่า 2 หมื่นล้านบาท) ทำให้ปริมาณธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก้าวข้ามระดับ 80% ของปริมาณธุรกรรมรวมเป็นครั้งแรก
ค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระหนักสำหรับธนาคารและสังคมโดยรวมคือการบริหารจัดการเงินสด รวมถึงการตรวจจับเงินปลอม แรงกดดันที่สำคัญคือการเข้าสู่ภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอ้างอิงติดลบ 0.35% มาตั้งแต่เดือน ก.ค.ในปีนี้ ซึ่งยังไม่มีการผลักภาระไปยังผู้บริโภค ทำให้ธนาคารจะต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอันดับต้นๆ นั่นคือการบริหารจัดการเงินสด นอกจากนั้น ธนาคารได้เริ่มถอดตู้เอทีเอ็มในชนบทห่างไกลซึ่งมีปริมาณธุรกรรมน้อยไม่คุ้มค่าต่อการให้บริการ ส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุและเกษตรกรในชนบท
สำหรับผู้ที่ใช้บัตรและสมาร์ทโฟนสามารถที่จะไม่ต้องพกพาเงินสดเลย แต่ยังมีเพียงจุดเดียวที่ยังคงต้องใช้เหรียญอยู่ นั่นคือการยืมรถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ตในทางกลับกันสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้บัตรพลาสติก การโดยสารรถประจำทาง และการเข้าห้องน้ำสาธารณะ (ที่ต้องเสียเงิน) ดูจะเป็นอุปสรรคสำคัญของการดำรงชีวิตประจำวัน (ผู้สูงอายุโดยนับจากผู้รับบำนาญจากประกันสังคมที่มีอยู่ 1.8 ล้านคน คาดกันว่าประมาณ 4 แสนคน ไม่เคยใช้บัตรพลาสติกมาก่อนในชีวิต) รถประจำทางของสวีเดน มีการยกเลิกการใช้เงินสดมาเป็นเวลานานพอสมควร ด้วยเหตุที่สหภาพแรงงานได้เรียกร้องความปลอดภัยของคนขับจากอาชญากรรม และสุขอนามัยในการทำงานอันสืบเนื่องจากการสัมผัสเงินสดในช่วงเวลาของการทำงาน
ในปัจจุบัน แม้กระทั่งการซื้อหนังสือพิมพ์ตามท้องถนน ผู้ขายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ขายอิสระไม่มีหลักแหล่งแน่นอน ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการใช้งาน ธนาคารมีความกังวลว่าลูกค้าจะมีความรู้สึกปลอดภัยที่จะยื่นบัตรให้กับผู้ขายอิสระเหล่านี้หรือไม่ แต่ผลลัพธ์คือยอดขายหนังสือพิมพ์สูงขึ้นถึง 59% เพราะสามารถดึงเอาคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่พกเงินสดติดตัวมาเป็นลูกค้าได้
ความท้าทายของการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดของสวีเดน ยังคงต้องมีการเรียนรู้จากประสบการณ์อีกไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงงานมหกรรมดนตรีในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ที่ได้จัดเป็นงานมหกรรมแบบไร้เงินสดเป็นครั้งแรก แต่เกิดข้อขัดข้องทางเทคนิคจนนำไปสู่ความวุ่นวายจนการใช้จ่ายต้องกลับไปใช้ระบบความเชื่อใจในอดีต นั่นก็คือการเซ็นชื่อยืนยันยอดค้างชำระเอาไว้ก่อน แล้วค่อยมาชำระ
ในภายหลัง นอกจากนั้นยังมีโจทย์ที่ต้องคิดถึงการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว
หากมองย้อนอดีต ครั้งนี้มิใช่ครั้งแรกที่สวีเดนขอก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกรรมการเงิน ในปี 1661 ประเทศสวีเดน เป็นประเทศแรกในยุโรปที่นำเอาธนบัตรออกใช้ และในปี 1967 ก็เป็นประเทศแรกที่นำเครื่องเอทีเอ็มออกใช้งาน ซึ่งล้ำหน้าก่อน ธนาคารซิตี้แบงก์ในนครนิวยอร์กจะนำเครื่องมาใช้งานเป็นเครื่องแรกในสหรัฐถึง 2 ปี
ประเทศไทยคงเป็นประเทศที่จะมีโอกาสได้ศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก่อนลงมือพัฒนาสู่สังคมดิจิทัลของเราต่อไป







