
‘SPRC’ หุ้นใหญ่เหมาะกับสถาบัน ‘เถ้าแก่น้อย’ หุ้นเติบโตสูง
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
สัปดาห์นี้จะมีหุ้นน้องใหม่ 2 บริษัทนำหุ้นออกขายประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คือ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) โรงกลั่นน้ำมันอันดับ 5 ของประเทศที่มีกำหนดขาย วันที่ 23-25 พ.ย.นี้ และบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) ผู้นำขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายอันดับ 1 ในประเทศ ที่จะขายหุ้นวันที่ 25-27 พ.ย.นี้่
SPRC เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่เข้าซื้อขายในกลุ่มพลังงาน ด้วยเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป ที่หุ้นหลายตัวเข้ามาซื้อขายแล้วราคาลดต่ำกว่าราคาจอง ซึ่งบริษัทได้ป้องกันความเสี่ยงนี้โดยการให้บริษัท ปตท. ที่จะขายหุ้นออกทั้งหมดกลับมาซื้อ กรณีหุ้นต่ำกว่าราคาจอง และแม้ว่า 9 เดือนแรกปีนี้บริษัทจะกลับมามีกำไร หลังจากขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเมื่อปีก่อน แต่กำไรจำนวน 200 ล้านเหรียญสหรัฐครึ่งแรกปีนี้ถูกจ่ายปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้นเดิมไปมากกว่ากำไร 9 เดือนที่ทำได้แล้ว แม้หุ้นนี้จะราคาถูกเมื่อเทียบมูลค่ากิจการและกำไรอนาคตของบริษัทและถูกกว่าราคาหุ้นคู่แข่ง ถ้าโดยธรรมชาติของหุ้นแล้ว น่าจะเหมาะสมกับนักลงทุนสถาบันที่ลงทุนระยะยาวมากกว่า
ขณะที่หุ้น TKN ดูน่าจะเหมาะกับนักลงทุนทั่วไปมากกว่า เพราะเป็นหุ้นที่เข้าถึงง่ายและมีโอกาสเติบโตสูง ราคาพาร์ที่ต่ำเพียง 0.25 บาท แม้ยังไม่กำหนดราคา แต่จากการที่ เล็ก สิขรวิทย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทที่ปรึกษา เอเซีย พลัส ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ราคาจะมีส่วนลด 10-15% จากราคาหุ้นคู่แข่งที่ใกล้เคียงในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มคือ บริษัท เซ็ปเป้ (SAPPE) ก็ทำให้หุ้นนี้น่าสนใจ
SPRC จะเสนอขายหุ้นไม่เกิน 1,735 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นเพิ่มทุน 345 ล้านหุ้น และหุ้นเดิมที่บริษัท ปตท. (PTT) ถืออยู่ 1,390 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ จะขายหุ้นไอพีโอในราคา 9 บาท/หุ้น จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) ที่ 6.92 บาท คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ที่ 1.2 เท่า ซึ่งต่ำกว่า P/BV ของบริษัทไทยออยล์ (TOP) ที่ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 เท่า และค่าการกลั่นของ SPRC จะดีที่สุดในกลุ่มโรงกลั่นเพราะส่วนต่างราคาวัตถุดิบกับราคาขาย (SPREAD) น้ำมันเบนซินในปีนี้สูงผิดปกติ อีกทั้งมีสัดส่วนน้ำมันเบนซินสูงกว่าโรงกลั่นอื่น ราคาไอพีโอที่ 9 บาท โบรกเกอร์รายนึงมองว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับ TOP อีกทั้งแนวโน้มกำไรในปีนี้จะดีตามค่าการกลั่นที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่น
อนุวัฒน์ ร่วมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร ที่ปรึกษาการเงินและผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า ราคา 9 บาทมีส่วนลด 10-15% จากราคาหุ้นคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันคือ TOP ทั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2559 เพียง 4.5 เท่าเทียบกำไรต่อหุ้น 9 เดือนแรก ปีนี้ที่ 1.55-1.6 บาท
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการย้อนหลังของ SPRC 9 เดือนแรกปีนี้พลิกมามีกำไร 6,948 ล้านบาท จากการขาดทุนช่วงเดียวกันของปีก่อน 288 ล้านบาท (ค่าเงินบาทประมาณ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ) จากปี 2556 ที่มีกำไร 4,644 ล้านบาท และปี 2555 มีกำไร 5,580 ล้านบาท
เช่นเดียวกันค่าการกลั่น 9 เดือนแรกปีนี้ ที่ค่าการกลั่นไม่รวมกำไรขาดทุนสต๊อกอยู่ที่ 9.95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ถ้ารวมสต๊อกอยู่ที่ 8.26 เหรียญ จาก 9 เดือนแรกปี 2557 ค่าการกลั่นไม่รวมสต๊อกที่ 5.09 เหรียญ รวมสต๊อกอยู่ที่ 2.97 เหรียญ
วิชัย ชุณหสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินการคลัง SPRC กล่าวว่า ค่าการกลั่นปัจจุบันสูงกว่าครึ่งปีแรกและแนวโน้มค่าการกลั่นปีนี้ดีมาก ล่าสุดค่าการกลั่นไม่รวมสต๊อกเกิน 10 เหรียญ จากไตรมาส 3 ที่ผ่านมาขาดทุนสต๊อกน้ำมัน 95 ล้านเหรียญสหรัฐ
SPRC เพิ่งจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมไปทั้งหมดสำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 200 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 95% ของกำไรสุทธิ ทั้งที่ผลงาน 9 เดือนแรกที่ทำได้ 193 ล้านเหรียญ และจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังให้ผู้ถือหุ้นด้วยในอัตราเท่ากันคือ 95% ของกำไรสุทธิ และหลังจากนั้นยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยปัจจุบันบริษัทไม่มีกำไรสะสม และสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) 6 เดือนแรกต่ำเพียง 0.6 เท่าจากค่าเฉลี่ยกลุ่มโรงกลั่น 1.1 เท่า
ภายหลังการขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เชฟรอนจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นหลัก 57.4% ธุรกิจหลัก โรงกลั่นน้ำมันขนาด 1.65 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศโดยมีพีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีกำลังการผลิตอันดับ 1 ที่ 2.8 แสนบาร์เรล/วัน โดย SPRC ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซล 41% และน้ำมันเบนซิน 23% (โรงกลั่นอื่นๆ จะมีสัดส่วนดีเซล 50% และเบนซิน 15%)
ผลของการที่ ปตท. ผู้ถือหุ้นใหญ่ 36% ขายหุ้นออกไปทั้งหมด กรณีราคาหุ้นไม่ต่ำกว่าจอง แต่หากต่ำกว่าจองจะกลับเข้ามาถือ 1.9% เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี ทำให้ SPRC มีความเสี่ยงจากสัญญาจัดหาวัตถุดิบและสัญญารับซื้อผลิตภัณฑ์ที่เดิม PTT ร่วมจัดหาและรับซื้อผลิตภัณฑ์ร่วมกับเชฟรอน
ศักดิ์ชัย ธรรมสุรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายจัดหาและวางแผนธุรกิจ SPRC กล่าวว่า แม้ว่าการจัดทำสัญญากับ PTT จะเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดและสามารถบอกเลิกได้ แต่บริษัทเป็นผู้ผลิตน้ำมันเบนซินรายใหญ่ที่สุดและ ปตท.เป็นผู้ค้าเบนซิน ผลิตภัณฑ์จึงยังเป็นที่ต้องการของตลาด และแม้สัญญาจะบอกเลิกได้ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เท่ากับว่าบริษัทยังมีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อยถึง 3 ปี หากเกิดกรณีเลิกสัญญา
วิลเลียม ลูอิส สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SPRC กล่าวว่า วัฒนธรรมขององค์กร SPRC เน้นความปลอดภัยส่วนบุคคลมาอันดับแรกที่ส่งผลให้บริษัทมีค่าการบาดเจ็บต่ำกว่ามาตรฐานสากลโดย 9 เดือนแรกปีนี้มีค่าเป็นศูนย์จากระหว่างปี 2554-2556 มีค่าเท่ากับ 0.21-0.37 ส่งผลให้ผลงานคือบริษัทมีค่าการกลั่นที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่น
บริษัทมีต้นทุนการขนส่งต่ำ เพราะได้เปรียบที่ตั้งโรงงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 200 กิโลเมตร มีความพร้อมในการเข้าถึงท่าเรือน้ำลึก การขนส่งทางรถยนต์ และระบบท่อขนส่งผลิตภัณฑ์ เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจำนวนมากที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง มีพื้นที่ว่างรองรับการเติบโตและขยายกิจการในอนาคต และมีทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุนเดี่ยวกลางทะเลและท่าเรือ
ขณะที่ TKN ภายใต้ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมีทุนจดทะเบียน 1,380 ล้านหุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 0.25 บาท หรือ 345 ล้านบาท วางแผนจะขายหุ้นไอพีโอ 360 ล้านหุ้นหรือ 26.09% ของทุนชำระแล้วหลังการทำไอพีโอ โดยจะนำเงินไปสร้างโรงงานแห่งใหม่ ขยายกำลังการผลิตในโรงงานเดิม และเป็นทุนหมุนเวียนในบริษัท
แม้ว่าราคาขายจะกำหนดในวันที่ 23 พ.ย.นี้ แต่โบรกเกอร์ได้ประเมินราคาที่เหมาะสมปี 2559 ของหุ้นนี้ไว้ที่ 5.50 บาท/หุ้นหรือ พี/อี ปี 2559 ที่ 16.8 เท่า ส่วนลดจากกลุ่มอาหาร (กลุ่มเครื่องดื่มที่มีการผลิตและแบรนดฺ์ของตัวเอง) ที่เฉลี่ย 18.9 เท่า
อิทธิพัทธ์ กล่าวว่า สาหร่ายเถ้าแก่น้อยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในประเทศมานานนับ 10 ปีนับตั้งแต่เปิดบริษัทเมื่อปี 2547 ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดที่กว่า 60% ที่เหลือเป็นแบรนด์คู่แข่งรวมกันประมาณ 30% จากมูลค่าสาหร่ายในประเทศไทย 2,500 ล้านบาท และมียอดขายเติบโตมาตลอดปีละ 25-30% ยกเว้นช่วงสถานการณ์การเมืองที่มีเหตุการณ์ปะทะกันที่ราชประสงค์
อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งการตลาดปัจจุบันแม้ว่าจะครองอันดับหนึ่งแต่ลดลงเมื่อเทียบ 10 ปีก่อน ที่มีส่วนแบ่งตลาด 80-90% โดยส่วนแบ่งเพิ่งลดลงเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา
“บริษัทไม่มีนโยบายแข่งขันด้านราคา ยกเว้นให้ความร่วมมือผู้จัดจำหน่ายทำโปรโมชั่นเป็นบางครั้งเพื่อรักษาสายสัมพันธ์”
ทั้งนี้ ได้จัดจำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกทันสมัย ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว บริษัท ดีทแฮล์ม ร้านเถ้าแก่น้อย รวมถึงแฟรนไชส์ ตลาดน้ำสี่ภาค และคิง เพาเวอร์ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายส่งออกไปต่างประเทศ
ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 245 ล้านบาท เติบโต 128% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้ 2,519 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอัตรากำไรสุทธิเป็น 7.7% จาก 5.7%
“กำไรบริษัทเพิ่มขึ้นเพราะรุกส่งออกไปขายต่างประเทศที่มีอัตรากำไรสูงกว่าการขายในประเทศถึง 5-10% เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายการตลาด”
เถ้าแก่น้อยตัั้งเป้าจะแบรนด์ระดับโลก เริ่มจากการเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยปี 2555 มีสัดส่วนขายในประเทศ 68% ต่างประเทศ 32% ปัจจุบันในประเทศ 49% ต่างประเทศ 51% ครองส่วนแบ่งการตลาดใหญ่สุดในจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยใน 5 ปีจะตั้งเป้าเป็นที่ 1 ในเอเชียทุกประเภทโดยคาดหมายว่าจะมียอดขาย 5,000 ล้านบาท และ 5 ปีต่อไป บุกสหรัฐ 10 ปี 1 หมื่นล้านบาท ในอัตรากำไรสุทธิ 2 หลัก โดยคาดว่าจะส่งออกไป 100 ประเทศทั่วโลก
บริษัทมีกำลังการผลิตสาหร่าย 4,000 ตัน/ปี ยากที่จะมีคู่แข่งเปรียบเทียบ โดยบริษัทได้ส่งออกไปขาย 35 ประเทศ โดยบริษัทที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบริษัทและส่งออกสินค้าไปหลายประเทศคือ คาลบี้ และ
กูลิโกะ ผู้ผลิตมันฝรั่ง และบิสกิต
บริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจาก 4,000 ตัน เป็น 7,600 ตัน ทั้งการสร้างโรงงานใหม่และขยายกำลังการผลิตในโรงงานเดิม ทั้งนี้ คาดว่าโรงงานใหม่จะแล้วเสร็จและทดสอบกำลังการผลิตในไตรมาส 4 ปี 2559 คาดว่าจะผลิตและรับรู้รายได้เต็มปี ในปี 2560 ที่จะทำให้รับรู้รายได้เพิ่มอีกเกือบเท่าตัว และสามารถรองรับการเติบโตได้จนถึงปี 2562
โรงงานใหม่ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลและภาษีนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นานถึง 7 ปี ขณะที่ก่อสร้างไปแล้่ว 30% โดยใช้งบลงทุนทั้งหมด 578 ล้านบาท บริษัทมีดี/อีสุทธิ 1.2-1.3 เท่าภายหลังการระดมทุนดีอีจะลดลงเหลือต่ำกว่า 1 เท่า
ความเสี่ยงในธุรกิจของ TKN คือ การผูกแบรนด์ไว้กับอิทธิพัทธ์ ซึ่งเขากล่าวว่า ขณะนี้ได้จ้างพรีเซนเตอร์ของแบรนด์คือ พลอย เฌอมาลย์ และปีหน้าจะมีพรีเซนเตอร์คนใหม่เข้ามา ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งคือ ความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ที่บริษัทยืนยันว่ามีการป้องกันความเสี่ยง โดยธรรมชาติในการซื้อขายกับประเทศใดก็นำเข้าสินค้าเป็นเงินสกุลนั้น รวมถึงมีการทำสัญญาซื้อความเสี่ยงเพื่อป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน







