
หนึ่งกลยุทธ์ควรอยู่ในพอร์ตลงทุน
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดยทั่วไปการจัดพอร์ตการลงทุนจะกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ให้มีความเหมาะสมกับภาวะการลงทุน ส่วนหนึ่งเราเรียกว่า Strategic Asset Allocation ซึ่งจะจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับปัจจัยต่างๆ ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจ โดยเป็นการจัดพอร์ตการลงทุนในระยะยาวแบบ Buy and Hold อีกส่วนคือการจัดพอร์ตในลักษณะ Trading เพื่อสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยตลาดในช่วงสั้นๆ ซึ่งเรียกว่า Tactical Asset Allocation สำหรับคอลัมน์ฉบับนี้ลองมาดูกันว่า Strategic Asset Allocation ทำไมถึงควรมีไว้ในพอร์ตการลงทุนบ้าง
ในแง่ของการจัดพอร์ตระยะยาว คือ Strategic Asset Allocation มีอยู่หนึ่งกลยุทธ์ที่จะสามารถลดความเสี่ยงพร้อมๆ กับการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า Smart Beta ซึ่งหลักการของ Smart Beta ผมขอนำเสนอเฉพาะหลักการหลักๆ ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีประโยชน์อย่างไร เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป Smart Beta คือการกระจายการลงทุน (Diversifies) ในหลักทรัพย์แต่ละตัว โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน และมีรูปแบบการซื้อขายที่สม่ำเสมอจากการกำหนดเวลาในการปรับพอร์ต (Timing Rebalance Port) ให้ชัดเจน
ยกตัวอย่าง หากพอร์ตการลงทุน A มีหุ้นจำนวน 5 ตัว กลยุทธ์การลงทุนแบบ Smart Beta จะให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 5 ตัว ในสัดส่วน 20% เท่ากัน โดยกำหนดเวลาในการปรับพอร์ตทุกๆ 6 เดือน เมื่อถึงช่วงกำหนดที่ต้องปรับพอร์ต สัดส่วนการลงทุนของหุ้นแต่ละตัวจะเปลี่ยนแปลงตามราคาหุ้น ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะซื้อหุ้นเพื่อขายหุ้นออก เพื่อให้หุ้นทั้ง 5 ตัว มีสัดส่วนการลงทุนเท่าเดิมที่ 20% ตามเดิม ลักษณะนี้ทำให้เกิดการเฉลี่ยต้นทุนในหุ้นบางตัวที่มีราคาถูกลง และขายทำกำไรในหุ้นที่มีราคาแพงขึ้น
นอกจากนี้ การซื้อขายแพงในวิธีดังกล่าว กลยุทธ์นี้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้ เพราะความถี่ในการซื้อและขายจะลดลงจากวินัยการปรับพอร์ต ในขณะที่การลงทุนแบบปกติทั่วไปจะต้องเข้าทำการซื้อขายบ่อยครั้ง เพื่อสร้างผลตอบแทนตามตลาด ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน
กลยุทธ์การลงทุนแบบ Smart Beta ยังสามารถนำมาใช้เพื่อการบริหารการลงทุนในตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน โดยธรรมชาติของการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ จะมีความอ่อนไหวต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตราสารหนี้ที่มีอายุยาวจะได้รับผลกระทบต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเราสามารถให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ในแง่ของผลตอบแทนการลงทุนในตราสารตามอายุคงเหลือ (Duration Trading) และ Spread จาก Credit พร้อมให้น้ำหนักการลงทุนที่เท่ากัน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น (Risk Adjusted Return) จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น
การบริหารพอร์ตการลงทุนในแบบ Smart Beta จะเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ถือลงทุนในระยะยาว ซึ่งผู้ลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถนำหลักการของ Smart Beta มาใช้เป็นปรับใช้เป็นแนวทางในการบริหารพอร์ตได้ โดยผมมองว่าจุดเด่นจาก Timing Rebalance จะสามารถช่วยให้ผู้ลงทุนลดต้นทุนจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ประกอบกับลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะตลาดที่มีความผันผวน เพราะความกังวลที่มากเกินไปทำให้เกิดแรงขายและเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความผันผวนให้กับทุกๆ ตลาด







