
ยางรถ ‘อทาร์ราห์’ จากงานอดิเรกสู่ธุรกิจ
โดย...ณัฐนิชา โพธิ์นางดำ
โดย...ณัฐนิชา โพธิ์นางดำ
มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความชื่นชอบในงานอดิเรก และธุรกิจส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากจุดนั้น มักจะประสบความสำเร็จเสียด้วย อย่างธุรกิจจำหน่ายยางรถยนต์ยี่ห้อ “อทาร์ราห์” ชื่อดัง
ในมาเลเซีย
จุดเริ่มต้นของธุรกิจ “อทาร์ราห์” เกิดจากการพบกันของ แดนนี่ ฟู เวียง แซง วัย 38 ปี และ โมดห์ โรซิล วัย 33 ปี ชาวมาเลเซียทั้งคู่ ซึ่งเคยทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม โดยโรซิลกำลังมองหาขอบล้อรถยนต์เพื่อนำไปแต่งรถรุ่นดัทสัน แฟร์เลดี้ ยุค 1970
การพบกันดังกล่าว ทำให้ทั้งคู่รู้ว่าเป็นผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตย้อนยุคเหมือนกัน จึงได้จับมือก่อตั้งธุรกิจอทาร์ราห์ขึ้น ถือเป็นธุรกิจที่มีความพิเศษในวงการผลิตขอบล้อรถยนต์สำหรับแต่งรถสปอร์ต หรือที่เรียกว่า “สปอร์ต ริม”
ฟูและโรซิลเริ่มต้นทำธุรกิจจากการจำหน่ายสินค้าแบบออนไลน์ โดยฟูกล่าวว่าต้องการจำหน่ายขอบยางรถยนต์ที่มีขนาดความกว้างตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีโรซิลเป็นผู้ขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ ทว่าในช่วงแรกธุรกิจของทั้งคู่ไม่เป็นไปตามความต้องการของฟู ดังนั้น จึงต้องหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เมื่อความตั้งใจไม่บรรลุผล ฟูและโรซิลเกิดแนวคิดในการสร้างแบรนด์สปอร์ตริมขึ้นมา ภายใต้ชื่อ “อทาร์ราห์” โดยเป้าหมายแรกของการดำเนินธุรกิจคือ การทำให้ขอบล้อรถยนต์มีความกว้างเพียงพอและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการดำเนินธุรกิจของทั้งคู่
ในปี 2010 อทาร์ราห์เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยม ทำให้ฟูและโรซิลเริ่มกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อีกครั้ง การออกแบบสินค้านั้นมาจากความคิดของทั้งคู่
“ลูกค้าบางรายใช้ขอบรถยนต์ของเราในการแข่งขันรถดริฟต์ ดังนั้น เราจึงได้ออกแบบซี่ล้อรถยนต์ให้อากาศสามารถไหลผ่านไปยังระบบดิสต์เบรก ซึ่งจะช่วยลดความร้อนในระบบเบรกได้” โรซิล กล่าว
แม้ว่า ฟูและโรซิลไม่เคยมีพื้นฐานวิศวกรรมเครื่องกลมาก่อน แต่ก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการที่ฟูและโรซิลเคยทำงานในสายการผลิตล้อรถยนต์ของบริษัทแห่งหนึ่งในจีน จึงได้มีการประยุกต์ใช้ประสบการณ์จากการทำงานให้เข้ากับการดำเนินธุรกิจอทาร์ราห์
ธุรกิจดังกล่าวเริ่มลงทุนด้วยเงินมูลค่า 8 หมื่นริงกิต (ราว 6.5 แสนบาท) สำหรับการผลิตสินค้าล็อตแรก และเริ่มจำหน่ายสินค้าจำนวน 40 ชุด อีกทั้งยังจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ด้วย ซึ่งหากเปรียบเทียบขอบล้อรถยนต์ของญี่ปุ่นแล้ว สินค้าจากญี่ปุ่น 1 ชุด มีราคาสูงถึง 2 หมื่นริงกิต (ราว 1.6 แสนบาท) ขณะที่ฟูและโรซิลขายในราคาเพียงแค่ 3,000 ริงกิต (ราว 2.4 หมื่นบาท) เท่านั้น
ด้วยเหตุดังกล่าวส่งผลให้ฟูและโรซิลปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การผลิตสินค้าอีกครั้งด้วยการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าราคาถูก นอกจากนี้ทั้งคู่ยังได้ปรับลดราคาสินค้าลงอีกด้วย
“พวกเราอธิบายให้ลูกค้าฟังว่า พวกเราได้รับทุนคืนเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายแม่พิมพ์ที่เราเสียไปแล้ว ดังนั้น เราจึงสามารถปรับลดราคาลงได้” ฟู กล่าว
ต่อมาในปี 2013 ได้มีการจัดตั้งบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ “อังกัว ไดนามิก” ขึ้น 2 แห่ง โดยสำนักงานแห่งแรกตั้งอยู่ในเมืองชาห์ อาลัม และอีกแห่งอยู่ในเมืองจอร์จทาวน์ หรือปีนัง ของมาเลเซีย โดยเป้าหมายในการขยายสาขาคือเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ฟูและโรซิลตระหนักได้ว่า หากต้องการให้ธุรกิจอทาร์ราห์เป็นที่รู้จักและเติบโตในวงกว้าง ทั้งสองต้องอาศัยเงินทุนจากภายนอกด้วย เช่น การกู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุนเพิ่ม มิใช่แค่พึ่งเงินทุนจากภายในบริษัทอย่างเดียว
หลังจากนั้นในปี 2014 ทั้งคู่จึงตัดสินใจขึ้นทะเบียนบริษัท ภายใต้แบรนด์อทาร์ราห์ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือแก่บริษัทบนเส้นทางสายธุรกิจนี้
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการ จดทะเบียนบริษัทแล้ว แต่ว่าแนวทางการดำเนินงานของทั้งคู่ยังคงเหมือนเดิมตามแบบฉบับของตนเอง
นอกจากนี้ ธุรกิจอทาร์ราห์ยังมีเพื่อนร่วมลงทุนคนใหม่วัย 39 ปี ชื่อว่า กองไวกวน อดีตนักออกแบบภายในรถยนต์ โดยหุ้นส่วนคนดังกล่าวได้ออกแบบสินค้าในรูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น
ด้วยความที่มีผู้บริหารธุรกิจเพียง 3 คน การทำงานจึงต้องครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การบรรจุ การขนส่งสินค้า ไปจนถึงการจำหน่ายถือได้ว่าทั้งสามคนเป็นผู้บริหารอย่างแท้จริง
ปัจจุบันธุรกิจ “อทาร์ราห์” มีการออกแบบขอบล้อรถยนต์แล้วกว่า 5 แบบ รวมทั้งยังส่งออกไปยังสหรัฐ ญี่ปุ่น ดูไบ อังกฤษ และบางประเทศในอาเซียนด้วย
“พวกเรามีค่าธรรมเนียมการจัดส่งที่สูง ซึ่งมากกว่าราคาสินค้าของเราเสียอีก ดังนั้น เราจึงสร้างคู่ค้าขึ้นใน 16 ประเทศ เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่งและนั่นทำให้ราคาขนส่งถูกลงถึง 70%” ฟู กล่าว
แม้ว่าธุรกิจอทาร์ราห์จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กในมาเลเซีย แต่อทาร์ราห์ถือเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ธุรกิจในท้องถิ่น ที่ไม่ต้องการจำกัดกรอบการดำเนินธุรกิจแค่ในประเทศ







