
ขยันแบบเวียดนาม สร้างเศรษฐกิจเติบโต
เมื่อเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไล่หลังไทยเข้ามาเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากจึงเลือกจับจ้องเวียดนามในมิติเศรษฐกิจเป็นหลัก
เมื่อเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไล่หลังไทยเข้ามาเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากจึงเลือกจับจ้องเวียดนามในมิติเศรษฐกิจเป็นหลัก
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เวียดนามเติบโตได้อย่างรวดเร็ว อาจไม่ใช่เพียงเพราะนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่มาจากเรื่องเชิงสังคมและวัฒนธรรมด้วย
มาลินี หาญบุญทรง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ โฮจิมินห์ซิตี้ เวียดนาม ฉายภาพว่า เวียดนามมองไทยเป็นเป้าหมาย||ของตัวเองมาตั้งแต่อดีตแล้ว ช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000 เวียดนามเคยตั้งเป้าไว้เลยว่าเศรษฐกิจของตัวเองจะต้องเติบโตขึ้นมาใกล้ไทยภายในปี ค.ศ. 2000
แม้วันนี้เวียดนามอาจยังไม่ถึงขั้นโตเท่าไทย แต่เวียดนามมีปัจจัยบวกหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรมที่น่าจะเป็นรากฐานให้เวียดนามเติบโต
หากดูจากจำนวนประชากร 92-93 ล้านคนในปัจจุบัน มากกว่า 60% ยังเป็นประชากรวัยหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 35 ปี กล่าวให้ชัดขึ้นไปอีกคือ เป็นคน “Gen Y” เป็นบุคคลที่เติบโตมากับยุคไอที ใช้เครื่องมือด้านไอทีทำเรื่องต่างๆ ได้ จึงเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการขับเคลื่อนภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ
การใช้ไอทีของคนเวียดนาม ไม่ได้เป็นเพียงการใช้แอพพลิเคชั่นแชตคุยเล่นกันไปสนุกๆ เท่านั้น คนเวียดนามยังใช้แชตเพื่อการสื่อสารเรื่องงานต่างๆ ด้วย
เมื่อไปเจาะด้านการศึกษา เวียดนามมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ถึง 75 แห่ง วิทยาลัยอีก 36 แห่ง และมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ การศึกษาของเวียดนามไม่ได้เป็นการศึกษาเรื่องละนิดเรื่องละหน่อยแบบกว้างๆ เหมือนกับบางหลักสูตรของไทย แต่คนเวียดนามจะได้เรียนกันแบบเจาะลึกในเรื่องที่ตัวเองสนใจตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เด็กๆ เวียดนามจะวางแผนกันตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ว่าตัวเองโตไปอยากทำงานอะไร แล้วก็มุ่งหน้าไปทางนั้นอย่างเต็มที่
“สมมติเวลาเขาเรียนภาษา เด็กเวียดนามจึงได้เรียนภาษานั้นๆ ตลอดตั้งแต่ปี 1-4 และได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์ของชาติเจ้าของภาษานั้นๆ อย่างลึกซึ้ง เพราะเขาให้ความสำคัญกับสังคมและวัฒนธรรม ทำให้นักศึกษาเวียดนามที่จบออกมาเก่งภาษาและเข้าใจเจ้าของภาษา”
ทั้งนี้ ชาวเวียดนามจำนวนหนึ่งใช้ชีวิตแตกต่างจากคนไทย คือมักจะทำงาน 2 จ๊อบควบคู่กันไป วันธรรมดาอาจจะมีงานประจำอย่างหนึ่ง แต่ในวันหยุดหรือหลังเวลางานก็มีอาชีพเสริมเป็นมัคคุเทศก์ภาษาต่างๆ เป็นความขยันแบบคนเวียดนามที่ไม่กระทบเวลางาน
นอกเหนือจากมิติสังคมและวัฒนธรรมแล้ว อีกมิติหนึ่งที่ทำให้เวียดนามค่อนข้างเข้มแข็ง คือมิติการเมืองและความมั่นคง
มาลินี ขยายความว่า ผู้ประกอบการชาวต่างชาติมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ มีนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจค่อนข้างต่อเนื่อง จึงรู้สึกมั่นใจได้หากจะเข้ามาลงทุน ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของเวียดนามก็อยู่ที่ 2.4% ถือว่าไม่สูงนัก สะท้อนถึงศักยภาพการจัดการของประเทศ
ปี 2557 เวียดนามตั้งเป้าอัตราการเติบโตจีดีพีไว้ที่ 5.98% แล้วก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย เมื่อต้นปีนี้ตั้งเป้าว่าจีดีพี 2558 จะเติบโต 6.2% แต่ขณะนี้ได้ถึง 6.5% แล้ว และเชื่อว่าสิ้นปีน่าจะได้ถึง 6.5-6.7% ที่สำคัญ ภายในปี 2563 เวียดนามตั้งเป้าแล้วว่าจีดีพีจะต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 8-10%
มาลินีฝากถึงประเด็นเชิงสังคมและวัฒนธรรมว่า การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องใส่ใจมากยิ่งขึ้น เพราะหากไม่แข็งแกร่งด้านการศึกษา การจะพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศ
ต่อไปก็ย่อมไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน







