
Earning Yield Gap กับการลงทุนในหุ้น
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
Earning Yield Gap (EYG) หมายถึงส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจที่จะฝากเงินหรือนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น เช่น ค่าเฉลี่ย EYG ของสหรัฐในระยะยาวเท่ากับ 2.1% หมายความว่า นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในหุ้นสูงกว่าการฝากเงินระยะยาว 2.1% เพื่อให้เหมาะกับความเสี่ยง
ข้อมูลนี้ยังถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่นักวิเคราะห์หลายสำนักใช้ในการประเมินว่าตลาดหุ้นจะยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้อีก ถึงแม้ว่าค่า P/E ของตลาดดูสูงแล้ว แต่หากการฝากเงินให้ผลตอบแทนต่ำมาก EYG ก็จะยังสูง และเท่ากับว่าการลงทุนในหุ้นยังน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ
ในช่วงหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นถูกกดลงมาจนอยู่ในระดับ 0% จึงไปฉุดเอาผลตอบแทนพันธบัตรให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุนี้ทำให้เงินที่ออมไว้ในพันธบัตรแทบจะไม่ให้ผลตอบแทนใดๆ เลย นักลงทุนจึงยอมเสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าและย้ายเงินจากตลาดพันธบัตรเข้าสู่ตลาดหุ้น สร้างปรากฏการณ์ตลาดหุ้นขาขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลายปี
การปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวได้ทำให้ EYG ปรับตัวมากขึ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก และตราบใดที่ช่องว่างดังกล่าวยังมีอยู่มาก ตลาดหุ้นก็ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปได้
ด้วยสถานการณ์ในวันนี้ที่เฟดทำท่าจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ปรับตัวขึ้นล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่หุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนในหุ้นต่ำลง ส่งผลให้ EYG เริ่มปรับตัวลดลง เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวมากขึ้น และจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2016 ก็จะทำให้ช่องว่างของผลตอบแทนระหว่างสองตลาดยิ่งแคบเข้าไปอีก นักลงทุนจะทิ้งหุ้น หันไปลงทุนในพันธบัตร ตลาดหุ้นจะไม่สามารถขึ้นได้หวือหวาอีกต่อไป
แต่ตลาดหุ้นสหรัฐจะยังขึ้นไปต่อได้ ถ้าบริษัทต่างๆ สามารถทำกำไรให้เติบโตได้เร็วกว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และทำให้ EYG สามารถยืนเหนือค่าเฉลี่ยในอดีตได้ต่อไป







