posttoday
รู้จัก "ไบโอแฮกกิ้ง" ฝังในร่างกายใช้แทนกระเป๋าเงิน

รู้จัก "ไบโอแฮกกิ้ง" ฝังในร่างกายใช้แทนกระเป๋าเงิน

23 พฤศจิกายน 2558

การฝังอุปกรณ์ลงไปในร่างกายที่เรียกว่า ไบโอแฮกกิ้ง เทคโนโลยี มีการใช้งานมากขึ้นแม้จะยังอยู่ในขั้นทดลอง

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ (Internet of Thing) หรือ IOT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อมีการพัฒนาชิปอัจฉริยะสำหรับการใช้จ่าย ลดการพกพากระเป๋าสตางค์หรือบัตรเครดิต ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศสวีเดน ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า NFC ฝังไว้ในร่างกาย แม้จะยังไม่มีบริการที่ตอบรับชิปอัจฉริยะมากนักสำหรับทั่วโลก แต่ที่สวีเดนนำไปปรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น คอนเสิร์ต ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด และตู้กดน้ำต่างๆ เป็นไปได้ว่าจะมีการวางขายทั่วโลกสำหรับเทคโนโลยีเพื่ออนาคตแบบนี้

ฮานเนส โจบลาส นักวิจัยและที่ปรึกษาด้านธุรกิจได้พัฒนาอุปกรณ์เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีด้านร่างกาย กล่าวว่า การพัฒนาออกมาเป็นชิปขนาดเล็กใส่เข้าไปในร่างกาย เพื่อใช้เป็นกระเป๋าเงินอัจฉริยะ หรืออี-วอลเล็ต เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางออกไปในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ต้องพกพากระเป๋าเงินหรือเครดิตการ์ดทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

“การฝังอุปกรณ์ลงไปในร่างกายที่เรียกว่า ไบโอแฮกกิ้ง เทคโนโลยี (Biohacking Technology) มีการใช้งานมากขึ้นแม้จะยังอยู่ในขั้นทดลอง เพราะตอบโจทย์การใช้จ่ายแทนกระเป๋าสตางค์หรือบัตรเครดิตได้ โดยมูลค่าการใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ซึ่งจะสามารถติดตั้งเข้าไปในร่างกายได้ไม่เกินคนละ 3 ชิป และมูลค่าชิปจะอยู่ที่ 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.06 ล้านบาท ปัจจุบันจำหน่ายไปแล้วกว่าแสนชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใช้งานชาวสวีเดน เพราะมีบริการต่างๆ รองรับการใช้งาน”

แม้ว่าจะเป็นการฝังชิปเข้าไปในร่างกาย แต่ก็ไม่ข้องเกี่ยวกับเทคนิคทางการแพทย์ จึงไม่ผิดกฎหมายเพราะไม่ใช่การใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงเหมือนกับการสักหรือเจาะหูที่ไม่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล

“วิธีการทำงานจะเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่น ที่ชื่อว่า แท็กไรเตอร์ (Tagwriter) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถโอนหรือเก็บเงินเข้าไปในระบบง่ายขึ้น ลดการพกบัตรสำหรับกดเงินจากตู้เอทีเอ็มที่อาจมีความเสี่ยงมากกว่า และชิปแต่ละชิ้นจะมีรหัสอุปกรณ์ระบุตัวตนที่ชัดเจน ซึ่งการเติมเงินจะไม่ได้ให้เติมครั้งละมากๆ โดยจะควบคุมให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง เหมือนเป็นการสำรองเงินเพื่อให้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้นเท่านั้น” ฮานเนส กล่าว

ปัญหาสำคัญของการใช้งานอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ที่คนกังวลกัน คงหนีไม่พ้นการแทรกซ้อนของไวรัสที่อาจควบคุมการใช้งานอุปกรณ์หรือถ่ายเทยอดเงินในบัญชีออกไป เพราะสมาร์ทโฟนประเภทแอนดรอยด์และไอโอเอส ยังคงมีความเสี่ยงจากการใช้จ่าย ยิ่งมีเรื่องของทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งมีความเสี่ยงสูง

เคิร์ท โบมการ์ตเนอร์ นักวิจัยด้านระบบความปลอดภัยอาวุโส ทีมวิจัยและวิเคราะห์ Global Research and Analysis Team หรือ GReAT ของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของไวรัสสำหรับเทรนโมบายที่จู่โจมได้ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ วินโดวส์และไอโอเอสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่ว่าจะใช้งานในระบบปฏิบัติการใดก็ไม่ปลอดภัย 100% อีกแล้ว

ดังนั้น แคสเปอร์สกี้แลปจึงทำงานร่วมกับนักพัฒนาและร่วมวิจัยอุปกรณ์ทุกรูปแบบ เพื่อป้องกันอาชญากรไซเบอร์ ลดความเสี่ยงเรื่องไวรัสและการขโมยข้อมูลผ่านอุปกรณ์โมบายที่เชื่อมต่อกับร่างกายมนุษย์ เพื่อให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ปลอดภัยและวางใจได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท