
S-UV หุ้นที่ไม่ฮิต
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลภิรมย์ภักดีและตระกูลสิริวัฒนภักดีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลภิรมย์ภักดีและตระกูลสิริวัฒนภักดีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ บริษัท สิงห์ เอสเตท (S) และบริษัท ยูนิ เวนเจอร์ (UV) ที่จัดว่าเป็นบริษัทขนาดกลาง ผลงานของทั้งสองบริษัทไม่โดดเด่น เพราะเป็นหน้าใหม่ทั้งคู่ โดย S เพิ่งเข้ามาในปี 2557 และ UV เพิ่งเปลี่ยนมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็มตัวในปี 2549 หนำซ้ำ S ยังขาดทุน และ UV ศักยภาพทำกำไรต่ำเมื่อเทียบกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ
S เป็นผลจากการรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (RASA) กับ บริษัท สันติบุรี (STB) ซึ่งเป็นเจ้าของ “โรงแรม สันติบุรี บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา” และบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ (SBF) ซึ่งดำเนินธุรกิจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การรวมธุรกิจดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557 และบริษัทได้เปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการ จากเดิมคือ บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท ภายใต้ผู้ถือหุ้นใหม่คือ ตระกูลภิรมย์ภักดี มี จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี เป็นประธานกรรมการ และนริศ เชยกลิ่น เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ S ยังขาดทุน 192 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 47 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ S รายงานผลขาดทุนสุทธิสูง 251 ล้านบาท ในปี 2557
9 เดือนแรกปีนี้บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 1,439.9 ล้านบาท เติบโต 684% จากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายหลังการรวมธุรกิจเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557 โดยในไตรมาส 3 บริษัทขาดทุนสุทธิ 63.9 ล้านบาท ลดลง 29.7 ล้านบาท จากไตรมาส 2 โดยมีรายได้รวม 663.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,043% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 45% จากไตรมาสก่อน
S ประกาศแผนจะเติบโตด้วยการซื้อกิจการ โดยตั้งงบไว้ 1 แสนล้านบาท โดยใน 5 ปีที่ผ่านมาซื้อกิจการ เช่น โรงแรมเอ้าท์ ริกเกอร์ พีพี โอแลนด์ วิลเลจบีช รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กระบี่ กว่า 2,450 ล้านบาท ซื้อกิจการทั้งหมดของโครงการซันทาวเวอร์ส ย่านหมอชิต-จตุจักร 4,500 ล้านบาท
ณัฐกร ศรีภูไฟ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองว่าปี 2558 รายได้ของ S จะเติบโตสูงจากการรับรู้รายได้เต็มปีของโรงแรม 2 แห่ง และเริ่มรับรู้รายได้ 8 เดือนของเนอวานา แต่ด้วยค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารที่สูงและดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นตามเงินกู้ยืม ดังนั้น จึงคาดการณ์ในเบื้องต้นว่า S จะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยในปีนี้
อย่างไรก็ตาม หาก S ซื้อกิจการเพิ่มเติมที่สามารถรับรู้กำไรได้ทันที น่าจะทำให้พลิกกลับมามีกำไรได้ และคาดว่าผลจากรายได้ที่จะเติบโตขึ้นจากการเพิ่มห้องพักในโรงแรมที่พีพี การรับรู้รายได้เต็มปีของเนอวานา (ซึ่งมีแผนขยายการพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง) รวมถึงคาดจะรับรู้รายได้และกำไรจากธุรกรรมซื้อกิจการเพิ่มเติมจะสนับสนุนให้ S รายงานกำไรสุทธิในปี 2559 ในอัตราเติบโตที่สูง
ด้าน UV ไตรมาส 3 ปีนี้มีกำไร 169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้งวด 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไร 440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ไตรมาส 3 บริษัทมีรายได้จากการขายบริการและให้เช่า 3,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 78% ของรายได้ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 75% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีสัดส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าทรงตัวที่ 13% ของรายได้หลัก แต่รายได้จากการขายและการให้บริการลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 13% มาอยู่ที่ 9%
วรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ UV กล่าวว่า ปี 2558 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 13,500 ล้านบาท หรือโตกว่า 48% โดยรายได้หลักยังคงมาจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย มีสัดส่วนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขายแบ่งเป็นโครงการแนวราบ 70% และโครงการแนวสูง 30%
ด้าน บริษัท ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ UV ที่ระดับ “BBB” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” สะท้อนถึงแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในตลาดพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนฐานทุนที่มีขนาดใหญ่ และการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท คือ บริษัท อเดลฟอส (Adelfos)
นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทขยายไปยังตลาดบ้านจัดสรรระดับราคาปานกลางและสูงภายหลังการซื้อกิจการของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) ในปลายปี 2555 และบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน (KLAND) ในปลายปี 2557







