
ทุนหนา-ราชาที่ ไม่การันตีชัยชนะ
การรุกเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสองค่ายเบียร์ “สิงห์-ช้าง” ด้วยกำลังเงินพร้อมกับที่ดินสะสมที่มีอยู่ในมือจำนวนมาก
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
การรุกเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสองค่ายเบียร์ “สิงห์-ช้าง” ด้วยกำลังเงินพร้อมกับที่ดินสะสมที่มีอยู่ในมือจำนวนมาก และพร้อมรบในหลากหลายรูปแบบ ทั้งอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย ค้าปลีก โรงแรม เป็นต้น ทำให้ถูกมองกันว่าการขยายแนวรบของสองยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ อย่างจริงจัง จะสั่นสะเทือนวงการได้มากน้อยแค่ไหน
วสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ให้ความเห็นว่าการเข้ามาของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจน้ำเมาอาศัยจังหวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งทำให้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น โดยอาศัยกำลังเงินจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลเข้าเทกโอเวอร์กิจการ หรือเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวจากธุรกิจอสังหาฯ
กลุ่มช้างมองเห็นโอกาสก่อนและเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ก่อนค่ายสิงห์หลายปี โดยการซื้อกิจการอาคารสำนักงาน อย่าง เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ถนนสาทร ซื้อโครงการเก่าย่านรัชดาภิเษกมาพัฒนาเป็นอาคารไซเบอร์เวิลด์ ทาวเวอร์ การร่วมทุนกับ แคปปิตอล แลนด์ จากสิงคโปร์ ตั้งบริษัท ทีซีซี แคปปิตอล แลนด์ พัฒนาคอนโดมิเนียมด้วยกันหลายโครงการ ขณะเดียวกันยังได้รุกในธุรกิจค้าปลีกและโรงแรมอีกหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของโรงแรมมากที่สุดในประเทศก็ว่าได้
ขณะที่เบียร์สิงห์เข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ อย่างจริงจังในปี 2557 แต่ก็พยายามรุกหนักในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยรูปแบบที่เหมือนกัน คือ การเข้าซื้อกิจการและการร่วมทุนกับบริษัทอสังหาฯ โดยหวังที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีฐานเงินทุนจำนวนมาก ตั้งเป้าลงทุนจากการซื้อและรวมทุนภายใน 5 ปี ด้วยงบประมาณสูงถึง 1 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท ขยายไปในธุรกิจอสังหาฯ ประเภทโรงแรม อาคารสำนักงาน และที่อยู่อาศัย ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ขณะที่แหล่งข่าวในธุรกิจอสังหาฯ ให้มุมมองว่า ทั้งกลุ่มช้างและสิงห์เข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ในรูปแบบคล้ายกัน คือการเข้าเทกโอเวอร์หรือเข้าซื้อกิจการ แต่หากเทียบศักยภาพในเวลานี้ กลุ่มช้างได้เปรียบกว่าเนื่องจากเข้ามาดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ก่อน มีการพัฒนาอสังหาฯ หลากหลายรูปแบบ และถือว่าเป็นกลุ่มที่เป็นเจ้าของที่ดินที่มากที่สุดในประเทศ ณ เวลานี้ก็ว่าได้
ขณะที่สิงห์นั้นเข้ามาสู่ธุรกิจอสังหาฯ โดยการเข้าซื้อกิจการ รสา พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีการพัฒนาอาคารสำนักงานและโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งขนาดของธุรกิจของรสานั้นไม่ใหญ่ หลังจากนั้นได้มีการเข้าไปถือหุ้นใน บริษัท เนอวานา เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ ขณะเดียวกันพยายามลงทุนทั้งการซื้อและพัฒนาโครงการเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น การพัฒนาคอนโดมิเนียม สำนักงานแห่งใหม่บริเวณอโศก เพชรบุรี รวมถึงการเข้าไปซื้อกิจการโรงแรมจำนวนมากในสหราชอาณาจักร
หากจะเปรียบเทียบคู่แข่งยักษ์ใหญ่ระหว่างช้างกับสิงห์แล้ว ช้างย่อมได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากมีการพัฒนาอสังหาฯ ที่มีความหลากหลายรูปแบบมากกว่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอสังหาฯ เพื่อเช่า เนื่องจากมองว่าที่ดินแปลงงามนับวันจะหามาพัฒนาได้ยากเต็มที หลังจากลดบทบาทการพัฒนาอสังหาฯ เพื่อขาย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในเมือง ส่วนสิงห์นั้นถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ว่าจะพยายามดึงมืออาชีพในธุรกิจอสังหาฯ และภาคการเงินมาจัดพอร์ตการลงทุนของกลุ่มเพื่อให้เติบโตแบบก้าวกระโดด
การแข่งขันของคู่นี้ในธุรกิจอสังหาฯ คงต้องดูกันในระยะยาว แต่ถ้าจะดูผลกระทบที่จะเกิดกับธุรกิจอสังหาฯ และผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาด จะเห็นว่านับตั้งแต่ช้างเข้ามาสู่ตลาดอสังหาฯ ก็ยังไม่สามารถสั่นคลอนผู้เล่นรายใหญ่ได้เลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะช้างยังไม่ได้โฟกัสลงไปที่อสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับสิงห์ที่อยู่ในยุคเริ่มต้น และต้องการเล่นในตลาดระดับบนเป็นหลัก
แม้จะมีทุนหนาและมีที่ดินจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จเสมอไป เพราะธุรกิจอสังหาฯ แข่งกันที่ทำเลต่อทำเล และราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ซึ่งก็ต้องรอดูเป้าหมายในระยะยาวของทั้งสองค่าย “ช้าง-สิงห์”กันต่อไป







