
ธปท.สั่งรับมือดีดอส วางระบบกันเว็บไซต์แบงก์ล่ม
ถึงวันนี้กลุ่มแฮ็กเกอร์นิรนาม หรืออะโนนิมัส จะมีเรื่องใหญ่กว่าในการประกาศไล่ล่ากลุ่มไอเอส หลังจากได้ไปก่อการร้ายในกรุงปารีส
ถึงวันนี้กลุ่มแฮ็กเกอร์นิรนาม หรืออะโนนิมัส จะมีเรื่องใหญ่กว่าในการประกาศไล่ล่ากลุ่มไอเอส หลังจากได้ไปก่อการร้ายในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จนลดความสนใจที่จะเอาเรื่องราวกับรัฐบาลไทยที่มีแนวคิดจะดำเนินนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์ ซึ่งจะรวมประตูเชื่อมต่อโลกไซเบอร์ให้เป็นประตูเดียว ซึ่งอะโนนิมัสยืนยันว่าเป็นนโยบายปิดกั้นการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน
ก่อนหน้านี้ อะโนนิมัสได้นัดรวมตัวสมาชิกรุมถล่มหน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการไทยหลายแห่ง จนไม่สามารถให้บริการได้ด้วยการทำดีดอส คือการร้องขอให้เซิร์ฟเวอร์ให้บริการใน 1 วินาที ด้วยข้อมูลตั้งแต่ 1.5 กิกะบิต จนถึงระดับร้อยกิกะบิต ซึ่งดีดอสที่หน่วยงานราชการเจอคือการที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตนัดกันมากดปุ่ม F5 บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เป็นการรีเฟรชร้องขอข้อมูลซ้ำๆ พร้อมๆ กันจากผู้ใช้บริการจำนวนมากจนเว็บไซต์ล่ม ซึ่งเว็บไซต์ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งติดร่างแหโดนดีดอสไปด้วย
ดังนั้น เมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ได้เชิญกรรมการผู้จัดการธนาคารพาณิชย์มาพบ เพื่อสอบถามแนวทางการรับมือในกรณีที่ถูกผู้ไม่หวังดีถล่มหน้าเว็บไซต์ด้วยการดีดอส ซึ่งอาจจะส่งผลให้เซิร์ฟเวอร์ของธนาคารล่มให้บริการไม่ได้
“ที่ ธปท.เป็นห่วงคือ หากมีการดีดอสเว็บไซต์ธนาคาร ลูกค้าที่จะใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตจะได้รับผลกระทบใช้งานไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง และต้องแยกแยะว่าการถูกดีดอสไม่ใช่การที่แฮ็กเกอร์เจาะข้อมูลและเข้าไปทำความเสียหายกับระบบข้อมูลที่ธนาคารเก็บเอาไว้ หากถูกเจาะข้อมูลจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงขนาดนั้น” แหล่งข่าวจาก ธปท.เปิดเผย
ทั้งนี้ จากการหารือกันพบว่า ธนาคารบางแห่งมีการติดตั้งระบบป้องกันการ ดีดอส บางธนาคารก็ไม่มี ดังนั้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ธปท.เห็นว่าทุกธนาคารควรจะมีการวางโปรแกรมป้องกันการดีดอส คือไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ตอบสนองจากการร้องขอที่เข้าข่ายการดีดอส ประชาชนและลูกค้าของธนาคารจะได้สามารถใช้บริการการเงินออนไลน์ได้อย่างปกติ
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์เข้าสู่ยุคของการให้บริการแบบไม่ต้องไปใช้บริการที่สาขา ซึ่งได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมาก โดยเฉพาะธุรกรรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง ซึ่งระบบเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นเช่นกัน
“ธปท.ได้เข้มงวดกับการกำกับในเรื่องความเสี่ยงของระบบไอที ซึ่งธนาคารจะต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบระบบไอที (IT Audit) เพื่อดูแลความเสี่ยงในเรื่องของการถูกเจาะระบบ หรือความผิดพลาดเป็นการดูแลป้องกันที่ดีกว่าจะตามแก้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ทางด้าน บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารทุกแห่งตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการให้บริการการเงินทางอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น แต่หากระบบทั้งสองด้านล่ม ลูกค้าก็ยังสามารถใช้บริการที่ตู้เอทีเอ็มและสาขาของธนาคารต่างๆ ได้
“ทุกธนาคารรายงานว่าจำนวนทรานแซ็กชั่นที่มีการใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งไม่เยอะ หากถูกดีดอสก็ไม่กระทบมาก” บุญทักษ์ ยืนยัน
ทั้งนี้ ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การใช้งานธนาคารดิจิทัลของไทยในขณะนี้ไม่สูงมาก ยังไม่ถึง 20% ของปริมาณการค้าขาย ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย มีอัตราการใช้มากถึง 90% แต่อัตราการใช้ของไทยก็มีการขยายตัวเร็วขึ้น และหากผู้ที่ได้รับสัมปทานระบบ 4จี เปิดให้บริการ ก็จะมีการใช้เพิ่มสูงขึ้นอีกมาก
“เฉลี่ยคนไทยทำธุรกรรมไม่ใช้เงินสด 25 ครั้ง/คน/ปี ชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ 30% ของการค้าขายทั้งหมด แต่ก็มีการตั้งเป้าว่าใน 5 ปี คนไทยทำธุรกรรมไม่ใช้เงินสดเพิ่มเป็น 60 ครั้ง/คน/ปี และชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 60% ซึ่งนี่เป็นแผนงานการพัฒนาระบบการชำระเงินที่สมาคมธนาคารไทยกำลังดำเนินการอยู่” บุญทักษ์ กล่าว
และแน่นอน เมื่อมีการใช้บริการธนาคารดิจิทัลมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็นก็จะตามมามากขึ้นเท่านั้น แม้ธนาคารผู้ให้บริการจะวางระบบดีอย่างไร แต่ถ้าผู้ใช้ไม่เรียนรู้ความเสี่ยง โอกาสจะผิดพลาดเงินหายจากระบบนี้ก็จะมีอยู่เช่นกัน







