
กำหนดวัฒนธรรม
เรามักมองกันว่าวัฒนธรรมมีเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ศิลปะ ประเพณี ฯลฯ เป็นจุดขายในการท่องเที่ยวจนทำให้ลืมมองหน้าที่ของวัฒนธรรมทางสังคมจริงของเราไป
เรามักมองกันว่าวัฒนธรรมมีเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ศิลปะ ประเพณี ฯลฯ เป็นจุดขายในการท่องเที่ยวจนทำให้ลืมมองหน้าที่ของวัฒนธรรมทางสังคมจริงของเราไป
วัฒนธรรมยังเป็นความเห็นร่วมกัน ที่ช่วยให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้กลมกลืนสวยงามและมีความสุข ทั้งยังสามารถบอกเล่าถึงตัวตนและภาพลักษณ์อันมีอารยะของประเทศ แต่อย่าลืมว่าต้องมีการปรับปรุงและกำหนดวัฒนธรรมใหม่เป็นระยะๆ ให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ใน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กำหนดวัฒนธรรมใหม่กันมาครั้งหนึ่งแล้ว เรียกว่า “รัฐนิยม” มีคนสวดกันยับ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนไม่มีใครกล้าแตะต้องเรื่องการกำหนดวัฒนธรรมใหม่ ทำให้เวลามีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในประเทศไทย เราก็จะปรับตัวอยู่กับมันชนิดทางใครทางมัน
เมื่อไม่มีคนกลางมาบอกว่าต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ในที่สุดเราก็ได้วัฒนธรรมแบบ No Problem คือ ทำไงก็ได้ อยู่ๆ กันไป ไม่มีปัญหา ทั้งๆ ที่มันมีปัญหา และสิ่งที่เราพบทุกวันนี้คือ เราขับรถบนถนนใหญ่แล้วเห็นรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนมาในเลนซ้าย กลายเป็นเราต้องเบาเครื่องรถแล้วเอาเท้าแตะเบรกไว้ กลัวรถมอเตอร์ไซค์จะมาชนเอา
ที่ฟุตปาทหน้าร้านหลายแห่งมีการลบขอบฟุตปาทลาดลงไปที่ถนน เพื่อให้รถลูกค้าขึ้นมาจอดกันเรียงรายหลายคันบนฟุตปาท ลูกค้าสามารถจอดรถบนฟุตปาทแล้วเข้ามาในร้านได้เลย สะดวกสุดๆ ส่วนคนเดินบนทางเท้ามาถึงหน้าร้านนั้นกลับต้องลงไปเดินบนถนนใหญ่
ไปเดินขึ้นบันไดเลื่อนทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือที่สถานีรถไฟฟ้า ทำไมคนเขายืนกันเต็มบันไดไปหมด บันไดเลื่อนใน Subway/Metro ที่ลอนดอน มอสโก โรม มาดริด คนเขายืนชิดขวากันทั้งนั้น เพื่อเปิดช่องทางซ้ายให้ว่างสำหรับคนที่รีบสามารถเดินขึ้นลงผ่านได้ การเข็นรถเพื่อจับจ่ายซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นแนวคิดเดียวกับการใช้บันไดเลื่อน คือต้องเข็นรถให้ชิดขอบใดขอบหนึ่งกับชั้นวางสินค้า เพื่อเปิดช่องให้มีช่องว่างสำหรับรถเข็นของคนอื่นผ่านหรือสวนได้
เอาเถอะน่า... ก็บ้านเราใช้ชีวิตแบบ Slow Life เดินๆ เข็นๆ ยืนๆ ไม่ต้องไปคิดถึงใครหรอก ใครกำลังจะรีบไปโรงพยาบาล หรือไปบินไม่ทันถือว่า “It’s not your day.” ก็แล้วกัน
ส่วนที่เห็นแล้วมีความสงสัยมานานมากแล้วอย่างหนึ่งคือ เขาเอาเงินภาษีของดิฉันไปทาสีทางม้าลายทำไมกันนะ? ใครช่วยตอบหน่อยเถอะ...
เพราะทางม้าลายในเมืองไทยไม่มีความหมายแม้แต่น้อย แปลกที่ทำไมเราไม่มีวัฒนธรรมหยุดรถให้คนข้ามในทางม้าลายก่อนแล้วค่อยขับต่อไป
ขณะนี้ปัญหาเรื่องขยะมีมากขึ้น วัฒนธรรมการแยกขยะในโลกก็ชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน ที่ลอนดอนนั้นข้างรถขนขยะเขียนไว้ตัวใหญ่ชัดเจนว่า Recycling : It’s a duty not a choice. มันคือหน้าที่ที่ท่านจะต้องแยกขยะเพื่อนำไป Recycle ใช้ประโยชน์ใหม่ แต่แถวบ้านดิฉันนอกจากคนทิ้งไม่ช่วยแยกขยะแล้ว ยังเอาขยะมาโยนเป็นของกำนัลไว้ให้ประจำอีกต่างหาก
เรื่องที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นนี้ อาจจะไม่ต้องไปถึงกับการใช้กฎหมายหรอก หากรณรงค์หรือกำหนดวัฒนธรรมให้ชัดเจนและเข้มแข็งขึ้นก็น่าจะช่วยได้
เรื่องนี้เป็นงานกลยุทธ์ของกระทรวงวัฒนธรรมค่ะ







