
หุ้นไทยปีหน้าไม่น่าลงทุน
“ก้องเกียรติ” คาดหุ้นไทยปีหน้ายังไม่น่าลงทุน 3 ธุรกิจใหญ่ผลประกอบการไม่ดี ดัชนีทรง
“ก้องเกียรติ” คาดหุ้นไทยปีหน้ายังไม่น่าลงทุน 3 ธุรกิจใหญ่ผลประกอบการไม่ดี ดัชนีทรง
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เปิดเผยในงานสัมมนา SET in the City ว่า ตลาดหุ้นไทยมองว่าราคายังแพงและไม่น่าลงทุน รวมถึงผลประกอบการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ลดลงมาก โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่มที่ยังไม่ดีนัก
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้กระจายการลงทุนต่างประเทศบ้าง โดยช่วงที่ผ่านมาหุ้นบางตัวในต่างประเทศราคาถูกมาก และควรจะเลือกบริษัทใหญ่ๆ ตลาดในต่างประเทศ เพราะจะได้กระจายความเสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐจากเศรษฐกิจฟื้นตัวที่ดี ยุโรปทิศทางเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว ขณะที่ญี่ปุ่นจะมีผลดีค่าเงินเยนที่อ่อนและจะมีการจัดโอลิมปิกในปี 2563 และตลาดหุ้นจีนแต่ต้องเลือกเป็นรายบริษัทที่ราคาไม่แพงมาก
สำหรับ 3 กลุ่มที่ยังมีแนวโน้มไม่ดีนัก กลุ่มสื่อสารจะมีค่าใช้จ่ายใบอนุญาตประมูลคลื่นความถี่ 4จี ค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องลงทุนในเรื่องของฮาร์ดแวร์อีก 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สัดส่วนที่สูงขึ้น จนจำเป็นต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น และในอนาคตอันใกล้อัตราดอกเบี้ยของไทยยังไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่กลุ่มพลังงาน บริษัทน้ำมันยังมีความเสี่ยงในเรื่องของราคาน้ำมัน แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงมาใกล้จุดต่ำสุด และจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่จะเป็นลักษณะค่อยๆ เพิ่มมากกว่า ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง
นอกจากนี้ ภาครัฐมีแผนจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่เม็ดเงินลงทุนจริงยังไม่เกิด และยังมีข้อกังวลในกรณีมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้น จะยังคงมีการลงทุนต่อเนื่องหรือไม่ กลายเป็นปัจจัยหลักทำให้นักลงทุนต่างชาติยังไม่มั่นใจจะกลับเข้ามาลงทุนจนกว่าจะเห็นความชัดเจนในเรื่องการลงทุน ส่วนอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลดีจากที่ภาครัฐมีการลงทุนนั้น หุ้นดังกล่าวได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปมากแล้ว
ด้านแนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2559 นายก้องเกียรติ คาดว่าจะอยู่ที่ 1,450 จุด ซึ่งมีสัดส่วนราคาต่อกำไร หรือ พี/อี อยู่ที่ 16 เท่า เพราะเศรษฐกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ในกรณีรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้น คาดว่าปีหน้าจะเติบโต 1-2% ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลพยายามมีมาตรการกระตุ้นเพื่อผลักดันให้เติบโตถึง 3% ส่วนกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2559 ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะยังเร็วเกินไปจะคาดการณ์
“ปีหน้ายังไม่น่าสนใจลงทุนจาก 3 ธุรกิจหลักที่มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทย ผลประกอบการยังไม่ค่อยดี จึงแนะนำไปลงทุนต่างประเทศ หากยังสนใจหุ้นไทยแนะนำลงทุนในหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ เพราะเศรษฐกิจในประเทศยังซบเซา ทำให้รายได้ไม่ค่อยดี” นายก้องเกียรติ กล่าว
สำหรับปีนี้ตลาดหุ้นไทยลดลงมา 7% ถือว่ามาก ขณะที่ตลาดหุ้นที่ทรุดโทรมต้องใช้มาตรการคิวอี ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% ขึ้นไป โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้คงไปไหนไม่ไกลจากปัจจุบัน แต่อาจจะเพิ่มขึ้นได้จากเม็ดเงินที่เข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ในเดือนสุดท้ายของปีนี้
นายก้องเกียรติ กล่าวว่า กำไรของ บจ.ในไตรมาส 4 จะยังไม่ฟื้นตัวจากไตรมาส 3 ที่ปรับตัวลดลง เพราะหลายอุตสาหกรรมมียอดขายไม่ดี เช่น อสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพลังงาน แม้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมามากแล้ว แต่ยังไม่เห็นสัญญาณที่ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็ว กลุ่มธนาคารพาณิชย์พบว่าสินเชื่อยังกระจายตัวไม่มาก ขณะที่เอ็นพีแอลเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่วนกำไร บจ.ในไตรมาสแรกปีหน้า คาดว่าจะใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2558 ส่วนกำไร บจ.ปีนี้ คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2557
ด้าน บจ.ไทยยังออกไปลงทุนต่างประเทศต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ทางอ้อมในสหรัฐเพื่อทำธุรกิจลงทุน (โฮลดิ้ง) และบริษัท วีนิไทย (VNT) คณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทย่อยชื่อ แอดวานซ์ ไบโอเคมิคอล (ประเทศไทย) ลงทุนจัดตั้งบริษัท Advanced Biochemical Europe (ABE) ในประเทศเบลเยียม สำหรับการจัดจำหน่ายสินค้าในยุโรป
ขณะเดียวกัน บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ขายเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท เอ-ไทม์ มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ขายเงินลงทุนทั้งหมดที่เอ-ไทม์ ถืออยู่ในบริษัท เอ เจน อีเว้นท์ เอเจนซี่ 21,000 หุ้น หรือประมาณ 70% ให้กับกลุ่มนายสิปปกร วงศ์สมา มูลค่าทั้งสิ้น 2.1 ล้านบาท
สำหรับราคาหุ้นที่อ่อนตัวลง บริษัทที่มีโครงการซื้อหุ้นคืนต้องทำงานหนัก ล่าสุด บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ (PRANDA) ซื้อหุ้นจำนวน 235,900 หุ้น ราคาหุ้นละ 4.88-4.90 บาท เป็นเงิน 1,153,670 บาท ทำให้บริษัทมีหุ้นจำนวน 1.7 ล้านหุ้น หรือ 0.425% มูลค่ารวม 8.23 ล้านบาท เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2558 และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซื้อหุ้นคืนจำนวน 4 แสนหุ้น ราคา หุ้นละ 55.50-56 บาท เป็นเงิน 22.28 ล้านบาท ถึงวันที่ 18 พ.ย. 2558 บริษัทซื้อหุ้นคืนแล้ว 2,500,800 หุ้น คิดเป็น 0.06% มูลค่ารวม 137,836,550 บาท







