
เบทาโกรยืนหยัด 48 ปี ยึดมั่นคุณภาพอาหาร รายงานหนา
เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอาหารยาวนาน สำหรับ “เบทาโกร” หัวใจสำคัญที่ทำให้สามารถยืนหยัดมาร่วม 48 ปี
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอาหารยาวนาน สำหรับ “เบทาโกร” หัวใจสำคัญที่ทำให้สามารถยืนหยัดมาร่วม 48 ปี มาจากการยึดมั่นกับคุณภาพสินค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง และจากนี้ไปอีก 5 ปี บริษัทกำลังขับเคลื่อนธุรกิจก้าวสู่ธุรกิจกลางน้ำอย่างเต็มรูปแบบ หรือการรุกกลุ่มธุรกิจอาหารแปรรูป
วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อไก่และหมูเบทาโกร เปิดเผยว่า หลักการทำธุรกิจของผมที่ทำให้เบทาโกรประสบความสำเร็จ ซึ่งมักพูดอยู่เสมอภายในองค์กรก็คือ “Passion for Quality Food” หรือความหลงใหลในการทำอาหารคุณภาพ
ที่สำคัญเบทาโกรยังยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจแบบเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันกับพันธมิตรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชนโดยรอบ
ขณะที่ทิศทางของเบทาโกรนับจากนี้อีก 5 ปี หรือระหว่างปี 2559-2563 จะเดินหน้าสร้างธุรกิจกลางน้ำ หรือการก้าวเข้าสู่ธุรกิจอาหารแปรรูปอย่างเต็มตัว เหตุผลที่บริษัทรุกทำธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น เพราะการนำสินค้ามาแปรรูปจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและทำกำไรให้กับบริษัทมากขึ้น อีกทั้งยังสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคหรือแม่บ้านยุคใหม่ ที่ต้องการอาหารพร้อมปรุงมากกว่าจะเป็นอาหารสด เนื่องจากอาหารแปรรูปสามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีในแง่ของความสะดวกสบาย
ทั้งนี้ บริษัทได้ใช้งบลงทุน 1.5–2 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานอาหารแปรรูป 5 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นวนคร และภาคใต้ โดยขณะนี้ได้เริ่มสร้างโรงงานอาหารแปรรูปแล้ว 1 แห่ง ที่ จ.ลพบุรี บนพื้นที่กว่า 200 ไร่
เพื่อผลิตอาหารแปรรูปป้อนตลาดในเขตภาคกลางตอนบนในเบื้องต้นก่อน
การสร้างโรงงานทั้ง 5 แห่ง จะผลิตอาหารแปรรูปภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ เบทาโกรและเอสเพียว โดยบริษัทได้วางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ 30-50 รายการ/ปี และล่าสุดบริษัททุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญโฆษณาชุดใหม่“เบทาโกรรักคำโตโต” ภายใต้แนวคิดอาหารสามารถสื่อสารความรู้สึกดีๆ ให้กันได้ เพื่อสร้างแบรนด์และการรับรู้แบรนด์เบทาโกรและเอสเพียว ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์การรักในอาหาร
ที่มาที่ไปของการกลับมาทำแคมเปญโฆษณา ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 เบทาโกรได้ออกแคมเปญครั้งแรกของเครือเบทาโกร ที่บ่งบอกความเป็นตัวตน และบอกว่า“เราเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพ” เพื่อสร้างการรับรู้และทำความรู้จักกับผู้บริโภค ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้ผู้บริโภคเริ่มรู้จักเบทาโกรมากขึ้น
ในส่วนของช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นธุรกิจปลายน้ำ มี “เบทาโกร ช็อป” ที่ขณะนี้ยังเป็นสัดส่วนค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างซีพีเฟรชมาร์ท โดยมีเพียง 150 แห่ง และยังไม่มีแผนจะขยายสาขาเพิ่มเติม เนื่องจากหากจะทำธุรกิจปลายน้ำได้ จะต้องสร้างธุรกิจอาหารแปรรูปซึ่งเป็นธุรกิจกลางน้ำให้มีความแข็งแกร่งก่อน พร้อมกันนี้บริษัทยังทุ่มงบ 3,000 ล้านบาท สร้างฟาร์ม คอมเพล็กซ์ ที่ จ.ลพบุรี เพื่อขยายกำลังการผลิตป้อนให้กับธุรกิจอาหารแปรรูปด้วย
วสิษฐ กล่าวว่า ส่วนธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมีอยู่ราว 7-8 แบรนด์ อาทิ ร้านฮองอะจิ ราเมน ร้านมิยะทะเคะ ถือว่าเป็นธุรกิจปลายน้ำอีกหนึ่งกลุ่มของบริษัท ซึ่งปีหน้าจะขยายสาขาเพิ่ม 25 แห่ง ภายใต้งบลงทุน 100-120 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทมีร้านอาหารในเครือ 15 แห่ง โดยในช่วง 3-5 ปีนี้ จะเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ซึ่งขณะนี้รายได้ของเบทาโกรส่วนใหญ่ยังมาจากการจำหน่ายผ่านทางร้านค้า ตลาดสด และร้านอาหารสัดส่วน 85% ส่วนผู้บริโภคทั่วไปสัดส่วน 15% เท่านั้น
สำหรับรายได้ 10 เดือนของบริษัทได้ตามเป้าหมายในด้านปริมาณ แต่ในเชิงมูลค่ายอดขายลดลง 5-6% เพราะราคาหมูและไก่ลดลง ส่วนรายได้ทั้งปีตั้งเป้า 9 หมื่นล้านบาท เติบโต 12% แบ่งเป็น รายได้จากกลุ่มอาหารแปรรูปเบทาโกรและเอสเพียว 2 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นที่สร้างรายได้สูงมากกว่า 20% ของรายได้ บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสที่จะเติบโตในกลุ่มธุรกิจอาหารแปรรูป ซึ่งปีหน้ามั่นใจว่ารายได้มีอัตราเติบโต 12-13% เนื่องจากสินค้าของบริษัทเติบโตทุกเซ็กเมนต์
ด้วยหัวใจรักทำธุรกิจอาหาร พร้อมกับคำยึดมั่นต่อผู้บริโภคจะทำอาหารด้วยคุณภาพ เป็นใบเบิกทางให้กับเบทาโกรสามารถแจ้งเกิดธุรกิจอาหารแปรรูปไม่ยาก ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่ลดความเสี่ยงในยามที่ราคาไก่สด เนื้อหมูตกต่ำ แต่ก็ยังมีรายได้จากอาหารแปรรูปสร้างรายได้อย่างมหาศาล







