
กนง.ย้ำ ‘ลดดอกเบี้ย’ ไม่หนุนจีดีพี-เสี่ยงเก็งกำไร
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เผยแพร่รายงานการประชุมวันที่ 4 พ.ย. 2558 ที่
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เผยแพร่รายงานการประชุมวันที่ 4 พ.ย. 2558 ที่ กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% โดยระบุว่า การปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะมีผลบวกต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด และอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพตลาดการเงินระยะสั้น ขณะที่ความเสี่ยงจะเกิดภาวะเงินฝืดยังมีความจำกัด แต่ภาคการส่งออกจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ กนง.ส่วนใหญ่เห็นว่า ในขณะนี้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมจะมีผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด และอาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพตลาดการเงินในระยะสั้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ไว้ใช้ในยามจำเป็น และยังคงต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for Yield) ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน
ขณะที่กรรมการบางส่วนกังวลว่า ในบางช่วงอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเร็ว หรือปรับไปในทิศทางที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและประเมินพัฒนาการของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด
สำหรับระยะต่อไป กนง.เห็นว่า นโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และจะติดตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ภาวะการเงินในตลาดโลก และผลของมาตรการทางการคลังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2558 ที่ประชุมเห็นว่า มีการขยายตัวอย่างช้าๆ ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน โดยแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวชะลอตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับลดลงในระยะสั้น ขณะที่การส่งออกสินค้ายังคงหดตัวตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ภาคส่งออกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเชิงโครงสร้างทั้งสินค้าและบริการ
สำหรับแรงกดดันเงินเฟ้อทรงตัวจากการประชุมครั้งก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเนื่องตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับสูงขึ้น และคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า โดย กนง.ประเมินว่า ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดมีจำกัด เนื่องจากอุปสงค์ยังขยายตัว และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก
สำหรับระยะต่อไป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2559 อยู่ต่ำกว่าประมาณการกรณีฐาน จึงเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้าน ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวในงานสัมมนา 2016 ปีแห่งความท้าทายเศรษฐกิจไทย&เศรษฐกิจโลก จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตได้อย่างยั่งยืนจะต้องมีการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งไทยไม่ได้มีการลงทุนอย่างใหญ่ๆ มานานแล้วกว่า 30 ปี แม้ว่าขณะนี้ไทยมีโครงการลงทุนระบบสาธารณูปโภค 3 ล้านล้านบาท สร้างถนน สร้างรถไฟฟ้า แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างยั่งยืนและจะเติบโตได้ 2-3% เท่านั้น แต่หากไม่มีมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล เศรษฐกิจก็จะโตประมาณ 1% เท่านั้น
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเก่าๆ ของไทยเริ่มไม่สามารถสร้างรายได้ หรือมีกำไรน้อยลง และมีความอ่อนไหว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ค้าปลีก ฯลฯ แต่บริษัทที่เกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ หรือสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลง จะมีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล แอปเปิ้ล และอาลีบาบา ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น รถยนต์ ธนาคารพาณิชย์ และการค้าปลีกใหญ่ๆ แล้ว ไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของการทำธุรกิจและเศรษฐกิจอย่าไปยึดติดแบบเดิมๆ
สำหรับเศรษฐกิจโลกนั้นจะค่อยๆ ฟื้น แต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ โดยสหรัฐเริ่มจะฟื้นตัวโดยมีอัตราเติบโต 2.6-2.8% และคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.นี้







