
สตม.จัดทัพรับมือ ก่อการร้าย-เสรีอาเซียน
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
“ปัญหาลักลอบเข้าเมืองของกลุ่มโรฮีนจา เหยื่อค้ามนุษย์ และเสียงบึ้มบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทุบภาพลักษณ์การทำงานของ สตม.ถึงจุดต่ำสุด นับจากนี้ผมจะนำความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมา เร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด พร้อมปรับภาพลักษณ์การให้บริการตรวจคนเข้าเมืองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด” พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) แสดงวิสัยทัศน์ที่จะแก้ไขปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรม เพื่อทำให้องค์กรได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม
ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นด่านแรกในการคุ้มกันประเทศไทยให้รอดพ้นภัย โดยเฉพาะภัยก่อการร้าย หลังจากเกิดเหตุระเบิดกลางกรุงปารีสของฝรั่งเศสเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกตระหนักถึงภัยก่อการร้าย ที่กำลังคืบคลานทำลายความสงบสุขของโลก
พล.ต.ท.ณัฐธร เล่าถึงแผนปฏิบัติงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายเหล่านี้ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ สตม.ได้ยกระดับการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสั่งการให้ทุกท่าอากาศยาน ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ เพิ่มความละเอียดในการตรวจตรา โดยเตรียมใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท นำระบบไบโอเมทริก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เช่น ลายนิ้วมือนักท่องเที่ยว มาใช้ตรวจสอบบุคคลก่อนเข้าเมืองบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติ และตามด่านชายแดนต่างๆ ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว และมาเลเซีย จำนวน 20 ด่าน
นอกจากนี้ จะเก็บลักษณะโครงสร้างใบหน้าด้วยภาพ 3 มิติ ที่สามารถวิเคราะห์เห็นถึงใบหน้ารูปไข่ กลม เหลี่ยม และการดูลักษณะของมือ ลักษณะของนิ้วมือ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสามารถดึงกลับมาใช้ได้ทันทีในกรณีที่นักท่องเที่ยวตกเป็นผู้ต้องสงสัยการก่อเหตุร้ายขึ้น
“ทำเลที่ตั้งของประเทศไทยมีข้อดีคือ เป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมต่อของชาติอาเซียน แต่ก็มีข้อเสียแฝงอยู่ด้วย เพราะไทยอาจตกเป็นเป้าหมายการเป็นทางผ่านของกลุ่มค้ามนุษย์ หรือผู้หลบหนีเข้าเมืองในการหลบหนีต่อไปยังประเทศที่ 3 หรือหลบยาวในบ้านเรา เพราะการเดินทางเข้าออกไทยได้หลายทิศทาง ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางเรือ จึงต้องเฝ้าระวังติดตามอย่างครบด้านและรอบทิศทางมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่เดินทางผ่านทางเครื่องบินเท่านั้น” พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าว
ขณะเดียวกัน สตม.ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์รับมือการเคลื่อนย้ายภาคแรงงาน ภาคการท่องเที่ยว ที่เชื่อว่าหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) สิ้นปีนี้ ประเทศไทยจะยังเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่กลุ่มแรงงานเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องการเดินทางมาทำงาน ซึ่งตัวเลขอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน และทาง สตม.ได้วางแผนการขึ้นทะเบียนคนทำงาน เพื่อลดปัญหาการก่ออาชญากรรมใน
อนาคต
ส่วนขั้นตอนขอยื่นต่อวีซ่าในพื้นที่ต่างๆ เตรียมขยายพื้นที่ให้บริการกับชาวต่างชาติเพิ่มเติม ปัจจุบันมีจำนวน 45 จังหวัด โดยเป้าหมายต้องการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด เบื้องต้นเน้นขยายพื้นที่ที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวรอง เช่น น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้เพิ่มบทลงโทษสำหรับคนต่างด้าวที่พำนักในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมากฎหมายในส่วนนี้ของประเทศไทยค่อนข้างอ่อน ทำให้ผู้ลักลอบหนีเข้าเมืองเสี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำๆ
“ล่าสุด สตม.ได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาเพิ่มโทษ มาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เช่น คนต่างด้าวลักลอบอยู่เกิน 90 วันนับจากวันอนุญาต ห้ามเดินทางเข้าไทย 1 ปี ลักลอบอยู่เกิน 1 ปีนับจากวันกำหนด ห้ามเข้าไทย 3 ปี ลักลอบอยู่ไทย 3 ปีนับจากวันกำหนด ห้ามเข้าไทย 5 ปี เพื่อตัดวงจรการกระทำผิด เพราะจากสถิติพบว่าผู้ที่ลักลอบอยู่ในไทยเป็นระยะเวลานาน ส่วนใหญ่ตั้งตัวเป็นมาเฟีย ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย ระเบียบดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอยู่ระหว่างการเห็นชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะนำมาบังคับใช้ในลำดับต่อไป” พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวทิ้งท้าย







