posttoday
งานหิน ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ภารกิจสร้างเถ้าแก่น้อย

งานหิน ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ภารกิจสร้างเถ้าแก่น้อย

16 พฤศจิกายน 2558

โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

ถึงตอนนี้ต้องบอกว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยถือว่าปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลผลักดันเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้การดำเนินงานของผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าใจตลาดมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐมีเป้าหมายในการดำเนินงานที่ชัดเจนขึ้น

การส่งออกของเอสเอ็มอีไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญก็มีมูลค่าที่สูงขึ้น สวนทางกับการส่งออกหลักของประเทศ เช่น ตลาดจีนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 17.5% และสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นถึง 9% ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีปัญหา

แต่ทว่า ยังมีเอสเอ็มอีอีกกว่า 2 ล้านราย จาก 2.7 ล้านราย ที่ต้องบอกว่าอยู่ในสภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง จากภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อลดลง จนหลายรายมีปัญหาในเรื่องสภาพคล่อง และขาดการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า ปัญหาเหล่านี้ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มีภารกิจสำคัญคือการปั้นเถ้าแก่น้อยให้เป็นเถ้าแก่ใหญ่

“ปัจจุบันเอสเอ็มอีเฉพาะภาคการผลิตที่เราทราบมีกว่า 1 แสนกิจการ แต่ที่เคยเข้าอบรมกับเรามีเพียง 5 หมื่นกิจการ เราต้องทำอย่างไรให้เขาเกิดและอยู่ได้ ต้องเรียนว่าเอสเอ็มอีที่เราส่งเสริมภาคการผลิตนี่เห็นเขาตั้งแต่ยังไม่คลอด จนกระทั่งเป็นทารก ฉะนั้นเราจะต้องไปช่วยเขาจนกระทั่งแต่งงาน ทำบิซิเนสแมตชิ่งให้ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะเป็นโสด ไม่มีการขยายกิจการ” สมชาย หาญหิรัญ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชี้แจง

คำถาม คือ ภารกิจในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีตามนโยบายรัฐบาลนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมทำอย่างไร

อธิบดีสมชาย อรรถาธิบายว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลต้องการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของเอสเอ็มอีในการทำธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดโลก กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพ และสามารถขอรับการสนับสนุนสินเชื่อ 1 แสนล้านบาทต่อสถาบันการเงินได้ภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ ได้กำหนดเป้าหมายส่งเสริมเอสเอ็มอีในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 97,503 ราย ใช้งบทั้งสิ้น 5,097 ล้านบาท แบ่งเป็น การส่งเสริมความเข้มแข็งของเอสเอ็มอีกลุ่มที่ประกอบการอยู่แล้ว 55,338 ราย วงเงิน 2,947 ล้านบาท

สร้างผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (นิว/สตาร์ทอัพ) 22,715 ราย วงเงิน 408 ล้านบาท

ช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาทางธุรกิจ (เทิร์น อะราวด์) 1.7 หมื่นราย วงเงิน 630 ล้านบาท

การสร้างและพัฒนาปัจจัยสนับสนุน 2,450 ราย วงเงิน 1,112 ล้านบาท

“ถ้ามองภาพใหญ่เราที่ต้องบูรณาการกับหน่วยอื่น เราก็มานั่งจัดใหม่พยายามจัดการพัฒนาเอสเอ็มอีเป็นยังไงบ้าง เริ่มต้นจากการเรียงลำดับที่เขายังไม่เกิดให้เขาเกิดอย่างไร เพราะเรามีภารกิจให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ แต่ไม่ใช่เลือกใครก็ได้ เราก็จะต้องลงไปในระดับที่เป็นนักศึกษามีโครงการพรี สตาร์ทอัพ หรือไปในกลุ่มคนที่สนใจแต่ไม่เคยทำอะไรเลยก็มี ล่าสุดผมเข้าไปคุยกับทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้เข้ามาช่วยเรื่องการบริหารจัดการองค์ความรู้ ขณะที่เราจะบริหารจัดการด้านธุรกิจ ดังนั้นปีหน้าจะเป็นปีแรกที่เราเล่นกับโอท็อปมากที่สุด เราจะทำให้เขาเป็นผู้ประกอบการแบบสตาร์ทอัพอย่างเต็มตัว” อธิบดีคนใหม่ตั้งเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของการพัฒนาเอสเอ็มอี คือการที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองไม่เข้าใจถึงตลาดอย่างเพียงพอ ขาดความเข้าใจเรื่องแหล่งเงินทุนช่วยเหลือ ผู้ประกอบการหลายรายไม่ทราบถึงการปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาทของรัฐบาล จึงไม่เข้าใจหลักเกณฑ์การขอรับสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ย 4% ในระยะเวลา 7 ปี

“ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสินแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปปล่อยกู้ในอัตรา 4% ระยะเวลาให้สินเชื่อ 7 ปี ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมายื่นขอสินเชื่อภายใน 31 ธ.ค.นี้ พบว่าบางคนเพิ่งทราบว่ามีตรงนี้ด้วย” สมชาย ชี้แจง

ประเด็นต่อมาที่กลายเป็นคำถามของการสร้างเถ้าแก่น้อยของรัฐ คือทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีมีความยั่งยืน

สมชาย ชี้แจงว่า เริ่มต้นผู้ประกอบการต้องเข้าใจธุรกิจ เขียนแผนธุรกิจเป็น และรู้วิธีการต่อยอดและพัฒนา โดยกรมและพันธมิตรจะเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือแนะนำ นอกจากนี้แล้วผู้ประกอบการต้องมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น โดยการนำเอาองค์ความรู้และงานวิจัยมาผสมผสานและประยุกต์ใช้ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลเพื่อนำมาเสริมในการทำธุรกิจ และพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักสากล เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มาตรฐาน GMP มาตรฐาน HACCP มาตรฐาน ISO

เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้ เราไม่มีส่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดขั้นตอนหรือให้ได้มาซึ่งมาตรฐานโดยวิธีการที่ง่ายหรือรวดเร็วกว่าผู้ประกอบการ อื่นๆ แต่จะช่วยเหลือในการชี้แนะวิธีการขอมาตรฐานหรือช่วยเหลือในการทำแผนธุรกิจ

ล่าสุด มีโครงการบิซิเนส เซอร์วิส เซ็นเตอร์ หรือบีเอสซี เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของเอสเอ็มอีโดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ขยายธุรกิจ ปรับปรุงการบริหารการจัดการ ตลอดจนจัดที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ลงไปช่วยพัฒนาด้านการตลาด การผลิตและเทคโนโลยี บัญชีและการเงิน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ศูนย์ดังกล่าวจะกระจายอยู่ทั่วประเทศ 13 แห่ง โดยเป็นศูนย์ส่วนกลาง 2 แห่ง และศูนย์ภาค 11 แห่ง

“ขณะนี้เรานำร่องให้บริการอย่างสมบูรณ์แล้ว 4 แห่ง ได้แก่ อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พระราม 6 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล้วยน้ำไท ศูนย์ภาคจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ภาคจังหวัดสงขลา ผมเชื่อว่าเรามีลูกค้าที่ชัดเจนและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ เราไม่ได้เน้นนั่งอยู่ที่ศูนย์อย่างเดียว แต่เราจะลงไปให้ความรู้ผู้ประกอบการ เพื่อถามไถ่ถึงปัญหาก่อนที่เขาจะวิกฤตด้วย เพราะบางทีคนเป็นไข้เขาไม่รู้ตัวก็ต้องลงไปดูลงไปถาม เพื่อจะแก้ปัญหาให้เขาได้”

ภารกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในปีหน้า จะสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้ 1 หมื่นกิจการ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ประมาณ 900 ล้านบาท โดยตั้งเป้าระยะเวลา 1 ปี จะต้องลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้อย่างน้อย 6% และมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 9%

“18 พ.ย.นี้ กรมจะกำหนดเป็นเกณฑ์อย่างชัดเจนว่า ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาขอใช้สินเชื่อหรือขอรับความช่วยเหลือจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนแล้ว เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้องอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ จะเน้นการอบรมผู้ประกอบการ เพราะจากข้อมูลที่มีพบว่า กลุ่มภาคการผลิตที่เคยอบรมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมประมาณ 5 หมื่นกว่าราย พบว่า ถ้าอยู่ได้เกิน 3 ปี ธุรกิจของเอสเอ็มอีเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างถาวร แต่ปีนี้เราจะเน้นว่าการอบรมเอสเอ็มอีโครงการใหญ่ต้องจดทะเบียนแล้ว กลุ่มโอท็อปเราก็อยากช่วย แต่ก็บังคับให้มาจดทะเบียนเป็นเรื่องยากพอสมควร” สมชาย กล่าว

นอกจากนี้ เป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปีหน้า จะเข้าไปจัดการให้ผู้ประกอบการรุกตลาดเออีซีมากขึ้น เพราะหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่สามารถต่อสู้ในตลาดเออีซีได้ ก็จะไม่สามารถต่อสู้ในตลาดใดในโลกได้อย่างราบรื่นแน่นอน

สำหรับรูปแบบในการออกไปยังตลาดเออีซีเบื้องต้นจะไม่ได้เน้นขายของ แต่จะต้องสร้างเน็ตเวิร์กขยายตลาดและร้อยต่อกับดิสทริบิวเตอร์บางรายที่ส่งออกไปแล้ว เช่น กลุ่มที่ประสบความสำเร็จในระยะที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่่องสำอาง อาหาร ที่เข้าไปลิงก์กับบริษัทใหญ่ที่ค้าขายอยู่แล้ว ต้องพยายามสร้างเครือข่ายในรูปแบบคลัสเตอร์ให้มากขึ้น โดยเริ่มจากเล็กๆ ก่อน

กลุ่มสินค้าไทยที่ต้องขยายไปในตลาดเออีซี ในกลุ่มสินค้าใช้สอยกับชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่แข่งขันได้ในระดับที่ดี ขณะที่สินค้าหัตถกรรมแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านยากก็จะไม่เน้นมาก นอกจากนี้จะต้องเน้นการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีอินโนเวชั่นให้มากกว่าเดิม

“ปี 2559 เราจะเริ่มแหย่ตลาดเออีซีบางอย่าง เริ่มจัดการกับกลุ่มที่เราจะให้เขาไป ปี 2560 จะโฟกัสไปที่การสร้างเครือข่ายในรูปแบบคลัสเตอร์มากขึ้น เราเชื่อว่าภาคการผลิตและภาคการตลาดความชำนาญไม่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องพยายามสร้างเครือข่าย” สมชายกล่าวถึงภารกิจสร้างเถ้าแก่

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ