
กระทุ้งรัฐเจรจา แก้ขนส่ง2ชาติ
นักวิชาการแนะรัฐเร่งเจรจาทวิภาคีขนส่งไทย-เมียนมา ชี้ไม่ทำขนส่งข้ามแดนสะดุดฉุดการค้า
นักวิชาการแนะรัฐเร่งเจรจาทวิภาคีขนส่งไทย-เมียนมา ชี้ไม่ทำขนส่งข้ามแดนสะดุดฉุดการค้า
นายรุธิร์ พนมยงค์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ไทยต้องเร่งเจรจาความร่วมมือด้านการขนส่งในกรอบทวิภาคีไทย-เมียนมา เพราะปัจจุบันไทยให้ความสำคัญแต่เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากไม่พัฒนาการอำนวยความสะดวกอื่นควบคู่กันไปด้วย โลจิสติกส์ด้านการขนส่งระหว่างไทย-เมียนมา ก็จะยังประสบปัญหา
“แม้ขณะนี้กำลังสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 อยู่ แต่ต่อให้สร้างเสร็จก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะสุดท้ายก็ยังต้องขนถ่ายสินค้ากันที่สะพาน ทำให้เกิดต้นทุนทางการค้าเพิ่ม รัฐจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่ได้ต้องแก้ไขกฎระเบียบระหว่างกันด้วย” นายรุธิร์ กล่าว
ทั้งนี้ การเจรจาทวิภาคีระหว่างไทย-เมียนมา ต้องมีรายละเอียดที่สำคัญหลายประเด็น เช่น ต้องกำหนดทางเข้าออกที่ชัดเจนว่าจะเป็นบริเวณใดบ้าง รวมถึงด่านพุน้ำร้อน หรือด่านแม่สายด้วยหรือไม่ ที่สำคัญข้อตกลงทวิภาคีควรสอดคล้องกับข้อตกลงระดับ
อนุภูมิภาคและระดับภูมิภาค
ที่ผ่านมาไทยเคยพยายามจะเจรจากับเมียนมาแล้ว แต่ทางเมียนมาไม่พร้อม ขณะนี้เมียนมาพร้อมแล้ว ไทยควรเร่งดำเนินการ เพราะฝั่งเมียนมาไม่เชี่ยวชาญข้อตกลงลักษณะนี้ หากมีข้อตกลงก็จะช่วยให้เรื่องยานพาหนะมีความชัดเจนขึ้น
สำหรับปัญหาชนกลุ่มน้อยในเมียนมาที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าข้ามแดนนั้น สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 น่าจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้ส่งไปสินค้าไปถึงย่างกุ้งได้สะดวก
นายรุธิร์ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ขณะนี้มีปัญหาประชาชนในพื้นที่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านโครงการ เนื่องจากการสื่อสารของภาครัฐไปยังประชาชนในพื้นที่ขาดความชัดเจน บางพื้นที่เริ่มขึ้นป้ายประท้วงไม่เอาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ขณะเดียวกัน เขตเศรษฐกิจพิเศษบางแห่งยังให้ความสำคัญกับฝั่งซัพพลายมากเกินไป เช่น การกำหนดประเภทอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมมีบางอุตสาหกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าเมื่อส่งเสริมแล้วมีผู้ต้องการลงทุนหรือไม่







