
หวั่นภัยแล้งดันเอ็นพีแอลปีหน้าพุ่ง
แนวโน้มเอ็นพีแอลปีหน้ายังขยับต่อ ภัยแล้งกระทบซ้ำโรงสีเล็ก ซื้อข้าวไม่ได้
แนวโน้มเอ็นพีแอลปีหน้ายังขยับต่อ ภัยแล้งกระทบซ้ำโรงสีเล็ก ซื้อข้าวไม่ได้
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภัยแล้งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยปีหน้า โดยกลุ่มธุรกิจที่น่ากังวลจะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มากที่สุด คือ โรงสี เพราะธุรกิจนี้ต้องมีผลผลิตข้าว ถ้าไม่มีก็ดำเนินธุรกิจไม่ได้ โดยเฉพาะโรงสีขนาดเล็กที่สายป่านสั้นน่าเป็นห่วงมากกว่าโรงสีขนาดใหญ่ที่สายป่านยาว สต๊อกผลผลิตก่อนแล้งได้
นอกจากนี้ ต้องติดตามกลุ่มสินค้าที่อิงกับราคาโภคภัณฑ์ เช่น เหล็กที่ราคาตกต่ำต่อเนื่อง สวนทางกับภาคเกษตร เช่น ข้าว ที่ราคามีแนวโน้มปรับขึ้นจากภัยแล้งทั่วโลก สำหรับธุรกิจทีวีดิจิทัลที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยง เพราะผู้ประกอบการคืนทุนช้านั้น เชื่อว่ายังไม่ถึงกับเป็นเอ็นพีแอล เพราะถ้าเศรษฐกิจปีหน้าดีขึ้นจริง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมา ธุรกิจจะกลับมาซื้อโฆษณาผ่านสื่อมากขึ้นกว่าปีนี้
"แนวโน้มเอ็นพีแอลปีหน้ายังปรับสูงขึ้นอยู่ แต่ในอัตราที่ช้าลงหลังเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ยกเว้นในบางธุรกิจอย่างโรงสี ที่มีปัญหาภัยแล้งมาซ้ำเติม" นายเชาว์ กล่าว
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินธุรกิจที่มีความเสี่ยงอาจจะเป็นเอ็นพีแอลในปีหน้าว่ามีอยู่ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อ เช่น รถยนต์ เช่าซื้อ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกในต่างจังหวัด และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์บางส่วนในต่างจังหวัด
"กลุ่มค้าปลีกที่โดนกระทบเรามองร้านหรือห้างที่ไม่ใช่แบรนด์ดัง เพราะความเชื่อมั่นไม่มา และรายได้ประชากรยังไม่โต ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์เจาะไปที่ธุรกิจก่อสร้างในพื้นที่ เช่น การซ่อมแซมบ้าน เพราะคนยังไม่อยากใช้เงิน" นายอมรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับผู้มีรายได้น้อยและกำลังซื้อในต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรที่น่าเป็นห่วง เพราะปีหน้ามีความเสี่ยงปัญหาภัยแล้ง ที่กระทบกับการเพาะปลูกและรายได้ภาคเกษตรลดลง บั่นทอนกำลังซื้อ ส่วนธุรกิจรายใหญ่ยังไม่เห็นแนวโน้มเอ็นพีแอล แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ การล้มทั้งภาคธุรกิจ ที่เกิดจากเอสเอ็มอีที่สายป่านยาวไม่พอ อาจทำให้กอดคอกันล้ม เป็นเอ็นพีแอลทั้งกลุ่มได้
นายอมรเทพ กล่าวว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลในปีหน้ามีโอกาสปรับขึ้นอีกแม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะดี สังเกตจากตัวเลขหนี้จัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan) ค่อนข้างเร่งตัวขึ้น มีโอกาสเป็นเอ็นพีแอล แต่อัตราจะเพิ่มมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับธนาคารจะเข้าไปช่วยเหลือและปรับโครงสร้างให้ลูกค้าเร็วแค่ไหน การปรับตัวของลูกค้า รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจด้วย







