
ดักคอ กสทฯ-ทีโอที ปล่อยเซ้งคลื่น 'นอกสัมปทาน'
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ในขณะที่การเคาะราคาแข่งขันเพื่อให้ได้ใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz เพื่อให้บริการ 4จี 2 ใบอนุญาต อายุใบอนุญาต 18 ปี (2558-2575) ของโอเปอเรเตอร์ 4 ราย ล่าสุดได้ผู้ชนะประมูลแล้ว คือ กลุ่มเอไอเอส และกลุ่มทรู ราคารวม 80,778 ล้านบาท สูงกว่าราคาเริ่มต้น 3.18 หมื่นล้านบาท “เกินเท่าตัว”
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดแถลงข่าวด่วนเพื่อให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การเปิดประมูล 4จี ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการประมูลที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างแท้จริง ไม่เหมือนการประมูล 3จี ครั้งที่แล้ว ที่ไม่มีการแข่งขันราคา ส่วนราคาประมูล 4จี รอบนี้ก็ไม่ใช่ราคาที่แพงที่สุดในโลก
เพียงแต่มีการแข่งขันกันเกินกว่าคาดหมายเท่านั้น
สมเกียรติ วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่การประมูลมีการแข่งขันสูง เพราะผู้ประมูลรายใหม่ คือ กลุ่มจัสมิน ต้องการได้ใบอนุญาตจริงๆ ขณะที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่กำหนดเพดานสูงสุดของผู้ครอบครองคลื่น รวมถึงการเลื่อนประมูลคลื่น 900 MHz ไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. 2558 จากเดิมที่จะประมูลวันรุ่งขึ้นต่อจากการประมูลคลื่น 1800 MHz ทำให้การฮั้วราคา เกิดยาก
“ในแง่เศรษฐศาสตร์แล้ว การแข่งขันประมูลจะทำให้ได้ราคาที่เหมาะสมกับมูลค่าของคลื่นความถี่ ซึ่งเอกชนทั้ง 4 รายที่ร่วมประมูลต่างก็ทราบดีว่า มูลค่าที่แท้จริงของคลื่น 1800 MHz อยู่ที่เท่าไหร่ และรู้ความเสี่ยงของตัวเองเป็นอย่างดี จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วง ส่วนราคาตั้งต้นประมูลที่หลายคนบอกว่าต่ำเกินไป กสทช.อาจตั้งราคาไว้ต่ำ เพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมประมูล และเกิดการแข่งขันประมูลมากที่สุดก็ได้” สมเกียรติ กล่าว
สมเกียรติ ระบุว่า หลังจากได้ผู้ชนะการประมูลใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz ทั้งสองใบไปแล้ว สิ่งที่ต้องระวัง คือ 1.ผู้แพ้ หรือรัฐวิสาหกิจฟ้องร้องให้ศาลปกครองล้มการประมูล เพราะการประมูลครั้งนี้มีการแข่งขันด้านราคาที่ดีมาก และ กสทช.จะต้องเปิดประมูลคลื่น 900 MHz ให้เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ เพราะหากมีแต่ผู้ที่ชนะประมูลคลื่น 1800 MHz เพียง 2 รายในตลาด จะไม่ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาสำหรับการให้บริการ 4จี
นอกจากนี้ หากผู้ประกอบรายใหม่ คือ จัสมิน ได้ใบอนุญาต จะเป็นสิ่งที่พลิกอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศก็ได้ เพราะผู้ให้บริการรายใหม่ต้องแข่งขันด้านราคาและให้คุณภาพที่ดีกว่าเพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะที่จัสมินเองมี
ความเชี่ยวชาญด้านการทำตลาดอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และมีพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านการเงิน ซึ่งน่าจะเปิดตัวเร็วๆ นี้
“ถ้ามีการล้มประมูล 1800 MHz และล้มประมูล 900 MHz จะเกิดผลเสียหายต่อประชาชน และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือต่อ กสทช. และรัฐบาลอย่างมาก รวมทั้งต้องทำให้การประมูลคลื่น 900 MHz เกิดขึ้นให้ได้ เพราะหากมีเอกชนเพียง 2 รายที่ได้คลื่นไป ก็จะได้ตลาดไปทั้งหมดจะเกิดการผูกขาดตลาด” สมเกียรติ กล่าว
2.รัฐบาลต้องไม่ให้รัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท ทีโอที หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม นำคลื่นที่มีอยู่มาให้ “ใบอนุญาตนอกสัมปทาน” ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมา คือ เอกชนที่ได้ใบอนุญาตนอกสัมปทานจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เอกชนที่ชนะการประมูลใบอนุญาตด้วยต้นทุนที่สูง และ 3.เมื่อเอกชนที่ประมูลได้ใบอนุญาตไปแล้วแต่อ้างว่าขาดทุน และมาขอลดราคาใบอนุญาต กสทช.จะต้องไม่อนุญาต โดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะผู้ประมูลทุกรายรู้ความเสี่ยงอยู่แล้ว
สมเกียรติ ประเมินว่า การประมูลคลื่น 900 MHz กลางเดือนหน้า จะมีการแข่งขันกันสูงเช่นเดียวกับการประมูลคลื่น 1800 MHz เพราะนอกจากจะให้บริการ 4จี ได้เหมือนกันแล้ว คลื่น 900 MHz มีความพิเศษกว่า คือ เป็นคลื่นที่มีความถี่ต่ำ ทำให้ส่งสัญญาณไปได้ไกล ดังนั้น ต้นทุนลงทุนเสาสัญญาณจะน้อยกว่าคลื่น 1800 MHz เหมือนย่านความถี่วิทยุ AM ที่ส่งสัญญาณได้ไกลกว่าคลื่นความถี่วิทยุ FM
สมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลและ กสทช.ดูแลต่อไป คือ 1.คุ้มครองผู้บริโภคทั้งด้านราคาและคุณภาพการให้บริการ 2.วางกติการแข่งขันที่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน เช่น การใช้เสาโทรคมนาคมร่วมกันเพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการแข่งขันในตลาด และ 3.เงินที่ได้จากการประมูลและต้องส่งรายได้เข้ารัฐนั้น ควรกำหนดว่าเงินประมูลส่วนหนึ่งจะต้องนำไปใช้ปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ ทั้งทีโอที และ กสทฯ เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องตามมาได้ รวมทั้งหาพันธมิตรมาร่วมทุนให้รัฐวิสาหกิจดังกล่าว







