
Adyim เกาะ 4จี พลิกโฉมสื่อดิจิทัล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
การเข้ามาของเทคโนโลยี 4จี บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเราปีหน้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำตลาดสินค้าบริการให้ไปอยู่บนแพลตฟอร์มโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือสมาร์ทโฟนมากขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทยราว 80 ล้านเครื่อง มากกว่าประชากรไทยที่มีอยู่กว่า 60 ล้านคน
ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คลิกทูบิซ ผู้ให้บริการธุรกิจตัวแทนการทำตลาดออนไลน์ (ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เอเยนซี) กล่าวว่า เทคโนโลยี 4จี จะยังเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตามมาอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตัวแทนสื่อการตลาดออนไลน์ทั้งรายเล็กและใหญ่ จากการที่สื่อโฆษณาจะย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือสมาร์ทโฟน ในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ Yello Digital Marketing (YDM) จากเกาหลีใต้ ผู้ให้บริการดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง รายใหญ่ในเอเชีย เพื่อพัฒนาบริการต่างๆ ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพื่อเข้ามาให้บริการในไทยด้วย อาทิ บริการ แอด พ็อกเกต (Ad Pocket) บริการโฆษณาผ่านจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ผู้โหลดแอพและมีการเปิดโฆษณาก็จะได้รับเงิน
นอกจากนี้ ยังมีบริการ แอด วิทท์ (Ad Witt) ซึ่งเป็นโปรแกรมหุ่นยนต์ให้บริการสั่งซื้อสื่อโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) อย่างเฟซบุ๊ก ที่จะเข้ามาแทนที่คน แต่ได้อัตราการซื้อสื่อโฆษณาถูกกว่าราคาปกติราว 20% บริการ เฮลโล สตอรี่ (Hello Story) ให้บริการแพลตฟอร์ม บล็อกเกอร์ สำหรับผู้ที่ต้องการเขียนคำแนะนำ ติชม (รีวิว) สินค้า บริการ ต่างๆ ที่ปัจจุบันพบว่าการรีวิวสินค้าบริการบนโลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าสูง รวมถึงบริการอื่นๆ ที่จะทยอยเปิดตัวออกมาอีกจำนวนมาก
รูปแบบธุรกิจใหม่ดังกล่าวจะสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในไทย และจะมีผลกับอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในอนาคต เช่นเดียวกับในสหรัฐที่มีสัดส่วนกว่า 70% ผ่านสื่อโฆษณาบนโทรศัพท์ฯ ขณะที่ปัจจุบันคนไทยเริ่มใช้เวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ฯ เฉลี่ย 4 ชั่วโมง/วัน มากกว่าสื่อโทรทัศน์ปกติ 3 เท่าตัวก็ตาม แต่เม็ดเงินที่ใช้โฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ยังสูงเป็นอันดับหนึ่งราว 80% ส่วนบนโทรศัทพ์ฯ อยู่ที่ 1-2% เท่านั้น
“ในอนาคตอันใกล้นี้ คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาดังกล่าวจะมีการสลับแพลตฟอร์มอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลี จีน อินเดีย และล่าสุดในอินโดนีเซียมาแล้ว”
ธุรกิจคลิกทูบิซที่เริ่มตั้งแต่ 4 ปีก่อน ด้วยมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่จะหันมาใช้เวลาทั้งส่วนตัวและการทำงานบนอุปกรณ์สื่อสาร โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนมากขึ้น ซึ่งช่วงแรกวางรูปแบบธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการเอเยนซีดิจิทัลรายเล็ก ภายใต้แบรนด์ แอด ยิ้ม (Adyim) เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้กับลูกค้าทั้งสองกลุ่ม คือ เจ้าของเว็บไซต์ และเจ้าของสินค้าที่ต้องการเข้าไปซื้อแถบโฆษณา (แบนเนอร์) บนเว็บไซต์ต่างๆ
โดยรวบรวมธุรกิจเว็บไซต์ในช่วงแรกไม่ต่ำกว่า 3,000 ราย เพื่อทำตลาดในรูปแบบแอด เน็ตเวิร์ก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของสินค้าที่ต้องการซื้อสื่อโฆษณาซึ่งจากแนวคิดการทำธุรกิจรูปแบบนี้ ได้ผลตอบรับดีจากกลุ่มเป้าหมายทั้งสองประเภท คือ กลุ่มธุรกิจเว็บไซต์ต่างๆ และเจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภค รายใหญ่ที่สนใจเข้ามาซื้อสื่อแบนเนอร์โฆษณาครั้งเดียว แต่มีการลงผ่านสื่อเว็บไซต์จำนวนมากๆ พร้อมกัน ทำให้ธุรกิจบริษัทมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 300-400% ในช่วง 1-2 ปีแรก
สำหรับปัญหาธุรกิจในช่วงแรกๆ คือ ผู้ลงโฆษณาจะยังไม่เข้าใจการทำตลาดดิจิทัล ด้วยในช่วงนั้นมักคิดว่าเป็นการสร้างการรับรู้ผ่านสื่อใหม่มากกว่า ซึ่งบริษัทได้นำปัญหาดังกล่าวมาต่อยอดไปสู่บริการใหม่ ด้วยการเก็บฐานข้อมูลลูกค้าที่เข้ามาในเว็บไซต์ นำมาพัฒนาสู่การให้บริหารลูกค้าสัมพันธ์ (ซีอาร์เอ็ม) เพื่อให้คำแนะนำด้านต่างๆ ในการทำการตลาดออนไลน์ ที่นำไปสู่การเป็นเอเยนซี ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ในที่สุด
จากแผนธุรกิจใหม่ๆ ของบริษัทที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้า คาดจะผลักดันให้ธุรกิจมีการรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นราว 400-500 ล้านบาท จากจำนวนฐานลูกค้าที่จะขยายเพิ่มขึ้นในภาพรวม สำหรับปีนี้คาดว่าจะมียอดบิลลิงส์ราว 180 ล้านบาท จากฐานลูกค้า 31 ราย
ถือเป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพไทยที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง ด้วยวิสัยทัศน์และมุมมองที่ก้าวตามกระแสเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง







