posttoday
ตามติดความเคลื่อนไหว

ตามติดความเคลื่อนไหว

13 พฤศจิกายน 2558

เมียนมาจ่อผุดตลาดกลางยางพารา

เมียนมาจ่อผุดตลาดกลางยางพารา

เว็บไซต์เมียนมาไทมส์ รายงานว่า เมียนมาจะสร้างตลาดยางพารากลางแห่งแรกของประเทศ ที่เมืองมะละแหม่ง ของรัฐมอญ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ผลิตยางพารามากที่สุดของประเทศ และยางพาราถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญตามแผนยุทธศาสตร์ส่งออกของเมียนมา อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาชาวสวนยางประสบปัญหาในการขายยางพาราในตลาดโลก เนื่องจากปัญหาคุณภาพและราคายางพาราในตลาดโลกที่ปรับลดลง

ผู้บริหารของสมาคมผู้ผลิตและชาวสวนยางเมียนมา กล่าวว่า การสร้างตลาดกลางยางพาราจะช่วยให้ชาวสวนขายผลผลิตยางพาราได้ ซึ่งผู้ส่งออกจะมาซื้อยางพาราผ่านระบบประมูลและชาวสวนสามารถปฏิเสธที่จะไม่ขายได้หากไม่พอใจราคาประมูล ขณะที่ผู้ส่งออกจะถูกขึ้นบัญชีดำหากไม่ซื้อยางพาราตามราคาประมูล

อินโดนีเซียตั้งเป้าเงินลงทุนปี 2559

คณะกรรมการประสานการงานลงทุน หรือบีเคพีเอ็มของอินโดนีเซีย คาดว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศและท้องถิ่นจะสูงถึง 600 ล้านล้านรูเปียห์ หรือ 4.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า หลังจากรัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี พร้อมผ่อนคลายกฎการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมาอินโดนีเซียได้เปิดตัวบริการออกใบอนุญาตภายใน 3 ชั่วโมง สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุน 1 แสนล้านรูเปียห์ และจ้างงานมากกว่า 1,000 คน

ขณะเดียวกันยังอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถบริหารจัดการพื้นที่อุตสาหกรรมและครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในเขตดังกล่าวได้ด้วย สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ อินโดนีเซียมีการลงทุนแล้ว 400 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 77% ของเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ระดับ 519.5 ล้านล้านเหรียญรูเปียห์

เล็งสร้างทางหลวงเชื่อมฮานอย-เวียงจันทน์

กระทรวงคมนาคมเวียดนามกำลังพิจารณาแผนสร้างทางหลวงเชื่อมกรุงฮานอยและนครเวียงจันทน์ของสปป.ลาว โดยอาจจะผ่านด่านชายแดนแท็งถุ่ย ในจังหวัดเหง่ะอัน หรือด่านเกาแจว ในจังหวัดห่าติญ ซึ่งทางหลวง 4 เลนนี้จะมีระยะทาง 760 กิโลเมตร เริ่มจากทางหลวงหมายเลข 13 ในนครเวียงจันทน์มาจนถึงถนนวงแหวนหมายเลข 3 ของฮานอย

ตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษาออกแบบวิศวกรรมคมนาคม กล่าวว่า หากต้องให้เส้นทางสั้นลงควรจะใช้ด่านแท็งถุ่ยและนามออน แขวงบอลิคำไซ ของ สปป.ลาว ทั้งนี้ประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนรวม 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี 2563 และระยะที่ 2 ที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังปี 2563

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ