
‘บัญชีเดียว-อีเพย์เมนต์’ ขยายฐานภาษีอีกนานจะเห็นผล
การปฏิรูปภาษีเป็นงานใหญ่ของกระทรวงการคลังที่คิดกันมานาน ทำกันมาเยอะ แต่ปรากฏว่ามีความคืบหน้าน้อยมาก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปภาษีเป็นงานใหญ่ของกระทรวงการคลังที่คิดกันมานาน ทำกันมาเยอะ แต่ปรากฏว่ามีความคืบหน้าน้อยมาก
ล่าสุด สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดโรดแมปปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังว่าจะมีการปฏิรูปทั้งในส่วนของอัตราภาษี การเก็บภาษีใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดย
เป้าหมายของการปฏิรูปต้องสร้างความเป็นธรรม สามารถขยายฐานภาษีได้เพิ่มขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอย่างเพียงพอ เนื่องจากการเก็บภาษีของประเทศอยู่ที่ 17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่ำกว่าศักยภาพที่สามารถเก็บได้ถึง 21-22% ของจีดีพี โดยการเก็บภาษีถือเป็นสัดส่วน 90% ของการเก็บรายได้ทั้งประเทศ
หลักการของการปฏิรูปภาษีที่สำคัญ คือการขยายฐานภาษีจะมุ่งไปที่การเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินให้มากขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่เพียง 1% ส่วนที่เหลือเป็นการเก็บภาษีจากฐานรายได้ 42% จากฐานการบริโภค 57% ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการออกภาษีมรดกไปแล้ว และต่อไปจะมีการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเก็บรายได้ปีละ 2-3 แสนล้านบาท ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ส่งเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่นปีละกว่า 1 แสนล้านบาท สามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนพัฒนาประเทศได้อีกมาก
ในส่วนของการออกกฎหมายภาษีที่ดิน ทางกระทรวงการคลังศึกษาไว้หมดเรียบร้อยแล้ว รอแต่จังหวะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเท่านั้น
การปฏิรูปครั้งนี้ยังมีเรื่องสำคัญในเรื่องของการขยายฐานภาษีและการเพิ่มรายได้ เพราะจากข้อมูลของกระทรวงการคลัง พบว่า ในส่วนของนิติบุคคลมีการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ 1.1 ล้านราย ดำเนินกิจการจริง 6 แสนราย และเสียภาษีกับกรมสรรพากรเพียง 3-4 แสนรายเท่านั้น โดยที่ผ่านมาได้มีการปฏิรูปภาษีนิติบุคคลด้วยการลดอัตราจาก สำเร็จจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 1 แสนล้านบาท ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การทำบัญชีเดียวและระบบอีเพย์เมนต์ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้เสร็จภายในเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี
ในส่วนของระบบบัญชีเดียวจะเริ่มใช้ต้นปีหน้า มีการคาดกันว่าจะเริ่มจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก่อน ให้ทำระบบบัญชีเดียวแลกกับไม่ถูกเก็บภาษีย้อนหลัง คาดว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นรายเล็กจริงๆ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเข้าไม่ถึงมาตรการนี้ จะมีเพียงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีขนาดกลางบางส่วนเท่านั้นที่จะกล้าเข้ามาตรการนี้ เพราะต้องการล้างผิดภาษีที่เสียไม่ครบมาในอดีตในส่วนนี้จะทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มากแบบก้าวกระโดด
สำหรับการทำระบบอีเพย์เมนต์ยิ่งเป็นงานช้าง จากการฉายภาพของปลัดคลัง การทำอีเพย์เมนต์ จะต้องทำถึง 5 รูปแบบใหญ่ที่ต้องดำเนินการ ในส่วนรูปแบบที่ 1 คือการทำให้ทุกบัตรชำระเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน อีเมล เบอร์โทรศัพท์
รูปแบบที่ 2 การทำให้เครื่องชำระเงินสามารถรับชำระเงินทุกบัตรข้างต้น จากปัจจุบันที่เป็นเครื่องใครเครื่องมัน รูปแบบที่ 3 คือการเชื่อมโยงการชำระเงินทุกรายการเข้าสู่ระบบภาษีกรมสรรพากร ซึ่งตรงส่วนนี้จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เพราะไม่มีใครหนีภาษีซื้อภาษีขายได้เลย
รูปแบบที่ 4 การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบสวัสดิการสังคมของภาครัฐ เพื่อใช้เป็นฐานในการออกมาตรการดูแลประชาชนของรัฐบาล และรูปแบบที่ 5 คือ การให้แรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้ามาใช้ระบบอีเพย์เมนต์ เช่น การชิงโชค เป็นต้น
สมชัย ตั้งเป้าไกลถึงขนาดว่า ในปีหน้าการชำระเงินค่าสินค้าตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป จะต้องผ่านระบบอีเพย์เมนต์ และต่อไปจะต้องชำระเงินผ่านอีเพย์เมนต์ 100% เหมือนกับประเทศสวีเดน ซึ่งการตั้งเป้าดังกล่าวต้องบอกว่าไกลและเร็วเกินไป เพราะการทำระบบอีเพย์เมนต์เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งไม่สามารถได้แค่ข้ามเดือนหรือข้ามปี ถึงแม้ว่าระบบนี้จะสามารถปฏิรูปภาษีของไทยได้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะไปได้ถึงตามเป้าที่ตั้งไว้
หากดูสวีเดนเป็นตัวอย่าง กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้มีการเตรียมการล่วงหน้ามาหลายสิบปี เช่น ล่าสุดประเทศสวีเดนประกาศจะเป็นประเทศที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด 100% ให้ได้ภายในปี 2060 หรืออีก 40 กว่าปีข้างหน้า ดังนั้นการที่ไทยตั้งเป้าจะทำอีเพย์เมนต์ให้ได้เหมือนสวีเดน เพื่อปฏิรูปภาษีให้ได้ในปีหน้าจึงเป็นฝันที่อยู่ไกลมากๆ







