posttoday
การปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างหนี้

12 พฤศจิกายน 2558

ปัจจุบันแนวโน้มหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินและนอกระบบมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจลดน้อยถอยลง การทำธุรกิจแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาได้ จะต้องมีการชำระหนี้กันเป็นอย่างอื่น เช่น การขอขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ หรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “ผ่อนเวลา” การชำระหนี้บางส่วน การตีหลักประกันใช้หนี้เจ้าหนี้ เป็นต้น ในทางปฏิบัติสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือเจ้าหนี้ทั่วไป มีวิธีการในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อยู่ 2 แบบ คือ

ปัจจุบันแนวโน้มหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินและนอกระบบมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจลดน้อยถอยลง การทำธุรกิจแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาได้ จะต้องมีการชำระหนี้กันเป็นอย่างอื่น เช่น การขอขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ หรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “ผ่อนเวลา” การชำระหนี้บางส่วน การตีหลักประกันใช้หนี้เจ้าหนี้ เป็นต้น ในทางปฏิบัติสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือเจ้าหนี้ทั่วไป มีวิธีการในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อยู่ 2 แบบ คือ

1.เป็นการแปลงหนี้ใหม่

2.ไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่

การแปลงหนี้ใหม่

- หนี้เดิมระงับและคู่สัญญาผูกพันกันตามหนี้ใหม่

- กรณีที่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้ เช่น เพิ่มจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดและเปลี่ยนประเภทหนี้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6788/2552)

ไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่

- หนี้เดิมไม่ระงับ

- การรับสภาพหนี้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 393/2550)

- เปลี่ยนแปลงการชำระหนี้

- เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย

- ไม่เปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของหนี้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6473/2553, คำพิพากษาฎีกาที่ 2389/2553)

หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

- ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกัน หรือเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน

- จำนวนหนี้ของแต่ละเจ้าหนี้

- ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับจำนวนหนี้

- ได้รับชำระหนี้มากกว่าการบังคับคดีกับทรัพย์สิน

- ลูกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ำประกันนำมาหักจากจำนวนหนี้

ประโยชน์จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

1.ทำให้หนี้สินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ยังไม่เป็นหนี้เสีย และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ไว้ได้

2.เป็นการให้โอกาสลูกหนี้แก้ไขปัญหาของตนเองภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องคดีทางแพ่ง

4.เป็นการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

หนี้ที่ไม่ควรปรับโครงสร้างหนี้มีดังต่อไปนี้

1.หนี้ที่เกิดจากการทุจริต คดโกง

2.ลูกหนี้หมดความสามารถในการชำระหนี้

3.กรณีลูกหนี้ตาย ทายาทไม่มีความประสงค์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชำระหนี้

4.หนี้ที่เล็งเห็นอยู่แล้วว่าลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้ หรือกิจการไม่มีโอกาสฟื้นฟูได้

การประนีประนอมในศาลและนอกศาล

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเองนอกศาล หรือประนีประนอมยอมความกันในคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องเฉพาะลูกหนี้และศาลพิพากษาตามยอม มีผลเหมือนกันคือ ทำให้หนี้เดิมระงับไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 852 (คำพิพากษาฎีกาที่ 4235/2547, คำพิพากษาฎีกาที่ 6479/2551, คำพิพากษาฎีกาที่ 1732/2550)

ดังนั้น  เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องพิจารณาว่าจะให้โอกาสลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เช่น ขยายเวลาในการชำระหนี้หรือไม่ ถ้าให้โอกาสลูกหนี้ ลูกหนี้ก็จะมีโอกาสหาเงินมาชำระหนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องคดีต่อศาลเป็นคดีแพ่งเพราะการฟ้องศาลเป็นคดีแพ่ง สิ่งแรกที่ต้องเสียหายคือสูญเสียความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้สิ่งที่ตามมาคือเสียเงินค่าวางศาลเสียเงินค่าทนายความ  และเสียเวลาในการดำเนินคดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี เมื่อจบคดีในชั้นศาลแล้ว ก็ต้องไปสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หลังจากนั้นต้องไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้มาขายทอดตลาด ซึ่งในทางปฏิบัติก็หาคนซื้อทรัพย์ได้ยาก  กว่าจะได้เงินคืนเจ้าหนี้อาจตายไปก่อนแล้วก็ได้  วิธีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงน่าจะมีประโยชน์ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้นะครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง