
ลุ้นผลทดสอบ Stress Test ในยุโรป
....พิชัยเลิศสุพงศ์กิจ
สัปดาห์นี้ตลาดการเงินโลกจะพุ่งความสนใจไปที่ผลการทดสอบความอยู่รอดท่ามกลางภาวะวิกฤต (Stress Test) ธนาคารพาณิชย์ 91 แห่งในยุโรป หรือคิดเป็น 65% ของอุตสาหกรรมการธนาคารในยุโรป เพื่อทดสอบว่าธนาคารเหล่านี้จะสามารถต้านทานภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจและมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงได้หรือไม่
นักลงทุนโดยเฉพาะในยุโรปต่างให้ความสำคัญกับรายงานฉบับนี้ เพราะจะสะท้อนถึงความอยู่รอดของสถาบันการเงินในยุโรปที่ถูกผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะ จนสถาบันการเงินส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในสเปนและโปรตุเกสขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนต้องระงับการปล่อยเงินกู้ระหว่างกัน จนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซงอัดฉีดปริมาณเงินมโหฬารเข้าสู่ระบบการเงิน
การทดสอบครั้งนี้ ต้องการประเมินสุขภาพทางการเงินของธนาคารในยุโรปว่า มีเงินกองทุนเพียงพอหรือไม่ เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในทางเลวร้าย ผลการทดสอบจะสร้างความกระจ่างต่อสาธารณชนให้ทราบถึงสถานะทางการเงินที่แท้จริงของสถาบันการเงินเหล่านี้ว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเอ็นพีแอล/เอ็นพีเอที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงมูลค่าเงินลงทุนในพันธบัตรที่อาจลดลงมาก
หากเงินกองทุนไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐ เม็ดเงินของภาครัฐที่จะช่วยแก้ปัญหาสถาบันการเงินมีเพียงพอหรือไม่สำหรับทั้งระบบ หรือช่วยเหลือได้เพียงบางส่วน ก่อนหน้านั้น อียูและไอเอ็มเอฟได้ตกลงในหลักการที่จะจัดทำแผนเงินกู้ฉุกเฉินมูลค่า 7.5 แสนล้านเหรียญยูโร เพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง
กลุ่มที่มองโลกด้านบวก โน้มเอียงว่า ผลการทดสอบครั้งนี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ตลอดจนธนาคารให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจะสร้างความต่อเนื่องให้เกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในกรณีระบบการเงินสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา
ส่วนกลุ่มที่มองโลกด้านลบ กลับมองว่า สมมติฐานที่ใช้ทดสอบครั้งนี้อาจไม่เข้มข้นเพียงพอ หากใช้สมมติฐานกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ สถาบันการเงินทั้งระบบอาจต้องตั้งกันสำรองเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าๆ ตัว หากเป็นเช่นนั้นจริง คงต้องมีการเพิ่มทุนขนานใหญ่ ซึ่งคงเกินกำลังของภาคเอกชนและต้องตกเป็นภาระของภาครัฐในที่สุด อย่างไรก็ดี ความเห็นนี้ถูกตอบโต้ว่า ควรเลือกใช้สมมติฐานที่มีโอกาสพอสมควรที่จะเกิดขึ้น มิได้ใช้สมมติฐานเลวร้ายสุดที่อาจจินตนาการได้
ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าทดสอบ Stress Test ในครั้งนี้ ครอบคลุมถึงธนาคารของเยอรมนี 14 แห่ง ธนาคารกรีซ 6 แห่ง และธนาคารอังกฤษ 4 แห่ง โดยแนวทางการทดสอบหลักๆ จะใช้สมมติฐานว่า เศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัวต่ำกว่าที่อียูได้คาดการณ์ไว้ถึง 3% และอาจรวมถึงขีดความสามารถในการรับมือกับตัวเลขขาดทุน 17% ที่เกิดจากปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลกรีซ และตัวเลขขาดทุน 3% ที่เกิดจากหนี้สาธารณะของสเปน
การทดสอบ Stress Test ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการกำกับดูแลภาคการธนาคารของสหภาพยุโรป (CEBS) และธนาคารกลางยุโรป โดยหนึ่งในเป้าหมายของการทดสอบครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ธนาคารพาณิชย์มีฐานเงินทุนสูงพอที่จะรับมือกับการผิดนัดชำระหนี้ (Debt Default) ของประเทศยุโรป
CEBS จะเปิดเผยผลการทดสอบ Stress Test ทั้งในรูปแบบของการเปิดเผยโดยรวมและเป็นรายธนาคาร ในวันที่ 23 ก.ค.นี้ ผลการทดสอบภาพรวมจะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นว่า ภาครัฐสามารถรับมือกับวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่ผลการทดสอบรายธนาคารจะทำให้นักลงทุนแยกแยะธนาคารที่แข็งแรงออกจากธนาคารที่อ่อนแอ และทำให้ภาครัฐจะมีข้อมูลมากขึ้นที่จะเตรียมการจัดการกับธนาคารที่อ่อนแอ
แต่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินจะฟื้นฟูได้เร็วช้าขนาดไหนยังคงขึ้นอยู่กับความสามารถและความตั้งใจจริงของภาครัฐที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเตรียมแผนเงินกู้ฉุกเฉิน การค้ำประกันจากภาครัฐ เพื่อระงับความเสี่ยงที่ผู้ฝากเงินจะตื่นตระหนกแห่กันไปถอนเงินจากระบบธนาคาร
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนในยุโรปหวาดวิตกว่า ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำรอบใหม่ และยังกังวลเลยเถิดไปว่า ปัญหาของธนาคารแห่งหนึ่งจะลุกลามออกไปยังธนาคารที่เหลือ ปัญหาความไม่เชื่อมั่นนี้จึงทำให้นักลงทุนบางส่วนถอนเงินออกจากระบบธนาคาร จึงเกิดความกังวลว่า จะเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระบบธนาคาร
ผลการทดสอบครั้งนี้ มีแนวโน้มว่า ธนาคารขนาดยักษ์ 25 แห่งจะอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางสมมติฐานกรณีย่ำแย่ เนื่องจากธนาคารเหล่านี้ได้ผ่านการเสริมฐานทุนจนแข็งแกร่งหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกตกต่ำในช่วง 20082009 และยังมีความสามารถเพิ่มเติมในการเข้าถึงตลาดเงินของภาคเอกชน อย่างไรก็ดี ยังคงมีความกังวลสูงต่อธนาคารขนาดเล็กในสเปน กรีซ และโปรตุเกส ว่าจะไม่ผ่านการทดสอบ เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่ในกรีซและโปรตุเกสไม่สามารถเข้าถึงตลาดเงินภาคเอกชนตั้งแต่วิกฤตหนี้สาธารณะปะทุขึ้น ธนาคารเหล่านี้อยู่รอดได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ถึงกระนั้นก็ตาม อีซีบียังยืนยันว่า ผลการทดสอบจะแสดงว่า พื้นฐานของระบบธนาคารพาณิชย์ในยุโรปยังคงแข็งแรงดี
อย่างไรก็ดี ผลการทดสอบ Stress Test เป็นเพียงตัวแปรหนึ่งที่ชี้ทิศทางตลาดทุน ยังคงมีตัวแปรอื่นที่อาจเป็นได้ทั้งลบและบวก เช่น ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะชะลอแรงในครึ่งปีหลัง ผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
แม้จะมีทั้งปัจจัยบวกและลบ แต่รอบนี้ดัชนีตลาดหุ้นบ้านเรามาได้ไกลเฉียด 830 จุดแล้ว กรณีดี อาจยืดไปต่อได้ถึง 850860 จุด แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปรับตัวที่จะตามมาอยู่ดี ดังนั้นการทยอยขายทำกำไรโดยเฉพาะในหุ้นที่วิ่งแรงกว่าตลาดมากในรอบนี้ รวมถึงหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่รองรับ เพื่อกำเงินสดไว้รอช้อนซื้อหุ้นหลังการปรับฐานน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ควรพิจารณา







