posttoday
จับตา...การเปลี่ยนแปลง ในเมียนมา

จับตา...การเปลี่ยนแปลง ในเมียนมา

10 พฤศจิกายน 2558

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

กระแสการเลือกตั้งในเมียนมาหรือสาธารณรัฐเมียนมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากคนไทยและสื่อมวลชนทุกแขนงต่างให้ความสำคัญ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวระหว่างสองพรรคใหญ่ ซึ่งต่างเป็นตัวแทนขั้วอำนาจ โดยพรรคยูเอสดีพี (USDP) ของประธานาธิบดีเต็งเส่ง เป็นตัวแทนของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทหารและขั้วอำนาจเก่าที่เน้นด้านความมั่นคง

ขณะที่พรรคเอ็นแอลดี (NLD) ซึ่งมี อองซานซูจี เป็นตัวแทนของพลังประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยและเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีผลต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงของเมียนมา รวมทั้งผลกระทบต่อประเทศไทยและภูมิภาค

ในด้านเศรษฐกิจประเทศเมียนมาเป็นคู่ค้าข้ามแดนลำดับสองรองจากมาเลเซีย ในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2.9 แสนล้านบาท และในอนาคตประเทศไทยจะพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเมียนมาเป็นหลัก

อีกทั้งเมียนมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้านการลงทุนของไทย ทั้งด้านอุตสาหกรรม บริการ โครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งรัฐบาลไทยมีโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงหลังการเลือกตั้ง จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาต่อนโยบาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนขั้วอำนาจ

จากข่าวผลการเลือกตั้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าพรรค NLD ของซูจีกวาดที่นั่งอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พะโค มะริด ฯลฯ ซึ่งเวลานับคะแนนผ่านไปเพียง 1 วัน อาจต้องใช้เวลารู้ผลอีกหลายวัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าซูจี หรือคนเมียนมาเรียกว่า“ดอว์ซู หรือนายหญิง” ซึ่งชาวเมียนมาให้ความนับถือถึงขั้นบูชา เพราะถือว่าเธอเป็นผู้ปลดปล่อยประเทศให้พ้นจากอำนาจชั่วร้าย จึงไม่แปลกที่ตามบ้านเรือนหรือในรถยนต์-รถบรรทุกจะมีรูปเธอ ขนาดตามสนามบินหรือตลาดมีภาพเป็นของที่ระลึกขายให้นักท่องเที่ยว แสดงให้เห็นความชื่นชมของคนเมียนมา จึงไม่แปลกใจว่าทำไมคะแนนเสียงจึงได้รับอย่างท่วมท้น

อย่างไรก็ตาม การเมืองเมียนมาไม่เหมือนประเทศอื่น เพราะสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส.และสภาสูง ถูกบล็อกให้ฝ่ายกองทัพแต่งตั้งเข้ามา 1 ใน 4 ของทุกสภา เป็นผลจากรัฐธรรมนูญของเมียนมาถูกออกแบบมา เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ในทำนองนี้ ซึ่งหากประเทศใดลองไปก๊อบปี้ใช้เป็นต้นแบบทางเขาคงไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำถามหลังการเลือกตั้งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือหรือไม่ ในความเห็นของผม ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลคงต้องเดินหน้าเรื่องเศรษฐกิจ การรับการลงทุน รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การมอมเมาหรือควบคุมประชาชนคงทำไม่ได้เหมือนในอดีต เห็นได้จากภาพที่คนเมียนมาใช้มือถือกันพึ่บพั่บ โลกของโซเชียลมีเดียเป็นกระแสที่ขั้วอำนาจเก่าคงกลับมาใช้อำนาจผูกขาดแบบเดิมๆ คงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

ประเด็นคือ ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงจะเข้าถึงโอกาสและเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ ซึ่งไม่ใช่เน้นด้านมั่นคงเป็นหลัก แต่เป็นการร่วมมือด้านเศรษฐกิจ...งานนี้อย่าเป็นใกล้เกลือกินด่างนะครับ &O5532;

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท