
ปากคำคดีจำนำข้าว
งวดเข้ามาทุกทีสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อหาเพิกเฉยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขยายระยะเวลาการสอบพยานเพิ่มเติมออกไปอีก 30 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ก่อนจะสรุปตัวเลขเพื่อเรียกค่าเสียหายตามขั้นตอน
งวดเข้ามาทุกทีสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อหาเพิกเฉยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขยายระยะเวลาการสอบพยานเพิ่มเติมออกไปอีก 30 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ก่อนจะสรุปตัวเลขเพื่อเรียกค่าเสียหายตามขั้นตอน
ล่าสุด คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้เชิญ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลอดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
นิวัฒน์ธำรง ยืนยันว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ละเลยทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว เพราะโครงการรับจำนำข้าวดำเนินการภายใต้ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่ระบุไว้ว่า โครงการสาธารณะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและการลงทุนนั้นจะต้องมีการประเมินความคุ้มค่า โดยพิจารณาผลประโยชน์ของภาพรวมเป็นหลัก
“โครงการรับจำนำข้าวมีผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวนา ระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องคิดความคุ้มค่าในภาพรวมมากกว่ากำไรและขาดทุน และมาตรา 22 ใน พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ได้กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ประเมินความคุ้มค่าโครงการ ถ้าเห็นว่าไม่คุ้มค่าก็สามารถบอกยับยั้งได้ แต่ที่ปฏิบัติมาได้มีการให้ข้อมูลต่อ ครม.และสภาพัฒน์ได้รับความเห็นชอบ เพราะประเมินแล้วเห็นว่าคุ้มค่า” นิวัฒน์ธำรง ชี้แจง
อดีต รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า หากประเมินเป็นตัวเลขความคุ้มค่าของโครงการในภาพรวม พบว่า โครงการรับจำนำข้าวทำให้เกษตรกรชาวนาสามารถขายข้าวได้ราคาดีขึ้นจากเกวียนละ 7,000 บาท เป็นเกวียนละ 1 หมื่นกว่าบาท ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นภาพรวม 1.4 แสนล้านบาท/ปี และมีการนำเงินมาใช้จ่ายทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 2-7% หรือ 3.5-7 แสนล้านบาท/ปี ทำให้เศรษฐกิจประเทศในภาพรวมดีขึ้น โดยทุกๆ 1% ของจีดีพีประเทศที่เพิ่มขึ้น หมายถึงมีเงินเพิ่มขึ้นมา 1.2 แสนล้านบาท หากเพิ่มขึ้น 3% เงินจะเพิ่มขึ้น 3.6 แสนล้านบาท
นี่ยังไม่นับที่กระทรวงการคลังสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1 แสนล้านบาท หากรวมเงินที่เพิ่มขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวพบว่า สร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าปีละ 1 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับตัวเลขความเสียหายที่เกิดจากการรับจำนำข้าว 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่คำนวณจากผลขาดทุนใน 3 ปี การรับจำนำข้าวมีความคุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่า
นิวัฒน์ธำรง ได้ชี้แจงว่า ในสมัยที่เป็น รมว.พาณิชย์ ได้มีการกำหนดราคาขั้นต่ำในการประกวดราคาขายข้าวยกโกดัง โดยให้ผู้ซื้อเข้าตรวจสอบคุณภาพข้าวในโกดังที่ต้องการประมูล ถ้าเสนอราคาสูงกว่าขั้นต่ำและมีการต่อรองราคาได้เพิ่มขึ้นก็อนุมัติขาย ไม่ต้องห่วงเรื่องข้าวเน่า ข้าวเสีย เพราะมีสัญญากับเจ้าของโกดังและเซอร์เวเยอร์ที่ต้องรับผิดชอบปริมาณและคุณภาพข้าวอยู่แล้ว สามารถระบายข้าวได้เดือนละ 9 แสน -1 ล้านตัน
ในช่วง 6 เดือน ระบายข้าวได้ถึง 6 ล้านตัน เพราะหากต้องตรวจสภาพข้าวทุกโกดังจะใช้ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งข้าว 18 ล้านตัน หรือ 180 ล้านกระสอบ ต้องเสียเวลามาก ทำให้ข้าวยิ่งเสื่อมสภาพ
“หากว่าสุดท้ายแล้วคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ยังคงยืนยันที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ก็ต้องไปพิสูจน์ว่าละเลยปฏิบัติหน้าที่อย่างไร และหากดูงบประมาณที่แต่ละประเทศใช้ในการช่วยเหลือประชาชน พบว่า สหรัฐใช้งบ 2.6-2.7 ล้านล้านบาท ญี่ปุ่น 2 ล้านล้านบาท ไทยใช้ 2 แสนล้านบาท” นิวัฒน์ธำรง กล่าวสรุป
การเดินหน้าในคดีนี้จะเป็นอย่างไร โปรดรอคอยด้วยใจระทึก...







