posttoday
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

10 พฤศจิกายน 2558

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย

เศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชาติ ดังนั้นภาครัฐจึงมีการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อดูจากกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 6 บวก 1 ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรีได้วางไว้ อันได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ยุทธศาสตร์แก้ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรและน้ำ ยุทธศาสตร์ป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่น และยุทธศาสตร์การดูแลสังคมผู้สูงอายุ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ภาครัฐเน้นหนักคือ “ดุลยภาพของสังคม” โดยรวมนั่นเองและยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.อภิศักดิ์ ตันติ
วรวงศ์ ได้ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบครบวงจรออกมา ทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านกองทุนหมู่บ้าน  ในวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรับผิดชอบ โดยในส่วนของธนาคารออมสินถือว่ามีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยมียอดเงินสินเชื่อที่ขออนุมัติแล้วรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท และมีจำนวนสมาชิกองทุนหมู่บ้านฯ ที่ได้รับเงินกู้แล้วกว่า 1.2 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยตามความจำเป็นในครอบครัวและนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นด้วยการจัดงาน “ตลาดประชารัฐ” ตามภูมิภาคต่างๆ โดยเริ่มเปิดตลาดแรกที่ จ.อุบลราชธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 12 พ.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย Soft Loan ของธนาคารออมสินผ่านสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในวงเงิน 1 แสนล้านบาทนั้น ปัจจุบันมียอดเบิกใช้เงินกู้จาก 18 สถาบันการเงินที่ร่วมโครงการรวมแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่กระจายถึงผู้ประกอบการที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นการค้า การลงทุนและการจ้างงานภายในประเทศ 

สำหรับนโยบายจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพสูงให้เติบโตต่อไปนั้นถือเป็นแนวคิดใหม่ที่จะพัฒนาต่อยอดผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็งทัดเทียมกับนานาประเทศได้ โดยโครงการนี้ธนาคารออมสินร่วมลงทุน 2,000 ล้านบาท และให้สินเชื่ออีก 2,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมกลุ่ม SMEs เป้าหมาย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 กลุ่มคือ กลุ่ม SMEs ระยะเริ่มต้นที่มีศักยภาพสูง กลุ่ม SMEs ภาคธุรกิจที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ กลุ่ม SMEs ที่เป็น Supplier ธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรือเป็นสมาชิกของสภาหอการค้าไทย หรือหน่วยงานภาครัฐ และกลุ่ม SMEs ที่เป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งการส่งเสริมกลุ่ม SMEs เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอันถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลด้วย สำหรับรูปแบบการสนับสนุนนั้นจะมีหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มาช่วยกันเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเหล่านี้ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่ภาครัฐอัดฉีดเข้าระบบอีก ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง รวมทั้งการนำราคาอสังหาริมทรัพย์มาคำนวณเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี ตลอดจนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านของหลายธนาคาร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน ซึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่นี้ แม้จะยังไม่สามารถช่วยเพิ่ม GDP ให้เติบโตขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่มาถูกทางและส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของคน โดยตัวเลขที่ยืนยันถึงผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวได้อย่างดีก็คือ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นทุกรายการในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการปรับตัวที่ดีขึ้นในรอบ 10 เดือน และหากวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นจนนำไปสู่การใช้จ่ายของภาคประชาชน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป และนี่คือโอกาสที่ดีของประชาชนครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท