posttoday
เงิน LTF จ่อไหลเข้าหุ้นไทย กว่า 3 หมื่นล้านก่อนสิ้นปี

เงิน LTF จ่อไหลเข้าหุ้นไทย กว่า 3 หมื่นล้านก่อนสิ้นปี

09 พฤศจิกายน 2558

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีเฮ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ซื้อ LTF ออกไปอีก 3 ปี โดยจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี 2562 แม้จะปรับเพิ่มระยะเวลาการถือหน่วยลงทุนใน LTF จากไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน เป็นไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน สำหรับหน่วยลงทุนใน LTF ที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไปก็ตาม

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีเฮ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ซื้อ LTF ออกไปอีก 3 ปี โดยจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี 2562 แม้จะปรับเพิ่มระยะเวลาการถือหน่วยลงทุนใน LTF จากไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน เป็นไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน สำหรับหน่วยลงทุนใน LTF ที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไปก็ตาม

การต่ออายุมาตรการ LTF ไปอีก 3 ปี จะกระตุ้นการออมภาคสมัครใจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยรับมือกับการก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” ปัจจุบันมีนักลงทุนเปิดบัญชี LTF จำนวน 1.12 ล้านบัญชี มีสินทรัพย์สุทธิ (NAV) 2.6 แสนล้านบาท เม็ดเงินซื้อสุทธิ LTF (ซื้อหักด้วยขายในปีนั้น) ในแต่ละปียังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี ในช่วงปี 2553-ปัจจุบันนักลงทุนส่วนหนึ่งอาจมีพฤติกรรมขาย LTF เมื่อถือครบ 5 ปีปฏิทิน แล้วนำเงินก้อนเดิมวนกลับมาลงทุนใน LTF เพื่อหักลดหย่อนภาษีรอบใหม่ อย่างไรก็ดี กว่าจะถึงปี 2562 มาตรการ LTF จะเดินต่อเนื่องกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอที่จะทำให้ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เห็นผลประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในระยะยาวนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นอกจากนั้น LTF ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทย ด้วยขนาดสินทรัพย์ของ LTF ที่ใหญ่โตถึง 2.6 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แถมเม็ดเงิน LTF กว่า 70% ลงทุนในหุ้น

น่าสังเกตว่าผู้ลงทุนส่วนหนึ่งและมีเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เลือกที่จะซื้อ LTF ช่วงตลาดหุ้นปรับฐานใหญ่ระหว่างปี โดยไม่รอซื้อช่วงปลายปี แรงซื้อเหล่านี้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้น

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาต ได้ศึกษาพฤติกรรมการซื้อกองทุน LTF พบว่าส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อในช่วงปลายปี

ธนชาต ประเมินว่า จะมียอดซื้อกองทุน LTF สุทธิในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2558 ประมาณ 2.9-3.7 หมื่นล้านบาท และมีโอกาสสูงที่กองทุนเหล่านี้จะนำเงินใหม่เข้าซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ธนาคารกรุงเทพ ( BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บริษัทอินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)

เมื่อพิจารณาร่วมกับมูลค่าการซื้อขายหุ้นต่อวันและปัจจัยพื้นฐานแล้ว จึงแนะนำ “ซื้อ” SCC, CPALL, BLA, EGCO และ TISCO (ดูตาราง EX.3)

สำหรับผู้ลงทุนที่เสียภาษีเงินได้ควรพิจารณาซื้อ LTF โดยไม่จำเป็นต้องรอซื้อช่วงใกล้สิ้นปี วิธีง่ายๆ และได้ผลคือการเฉลี่ยซื้อเท่ากันทุกเดือน (Dollar Cost Average) ซึ่งจะช่วยปรับพฤติกรรมการออม เป็น “ออมก่อน เหลือค่อยใช้” ไม่ใช่ “ใช้เหลือ ค่อยออม”

แม้ช่วงสั้นตลาดอาจผันผวน แต่ระยะเวลาลงทุนที่ยาวเกิน 5 ปีปฏิทิน จะช่วยลดความผันผวนลง และน่าจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี สถิติตลาดหุ้นไทยบ่งชี้ว่า ต่อให้ “ซื้อดอย” หากถือเกิน 15 ปี ก็กำไรครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท