posttoday
ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจ ช่องทางโกยเงินลิขสิทธิ์ฟุตบอล

ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจ ช่องทางโกยเงินลิขสิทธิ์ฟุตบอล

08 พฤศจิกายน 2558

เริ่มเป็นที่จับตาว่าผู้ประกอบการรายใดจะได้รับช่วงต่อ (ซับไลเซนส์) ในการบริหารลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด

เริ่มเป็นที่จับตาว่าผู้ประกอบการรายใดจะได้รับช่วงต่อ (ซับไลเซนส์) ในการบริหารลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2016-2019 หลังจาก บีอิน สปอร์ตส์ เป็นผู้ชนะการประมูล

แต่ไม่ว่าใครจะได้ซับไลเซนส์ต่อ สิ่งที่น่าจับตามองคือ จะบริหารสิทธิอย่างไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนและผลกำไรกลับมาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากการแข่งขันของธุรกิจ พฤติกรรมของผู้ชม และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามนี้ ที่ผู้ประกอบการทีวีเมืองไทยเพิ่งผ่านสมรภูมิประมูลทีวีดิจิทัลอันดุเดือด ขณะที่บางช่องไปต่อไม่ได้ ผู้เล่นที่เหลืออยู่จึงต้องสู้ต่อไป โดยการหาพันธมิตรที่มีความพร้อมสนับสนุนให้แข่งขันต่อไปได้

ดังนั้น รายการถ่ายทอดสดกีฬาสำคัญจึงยังเป็นแม่เหล็กใหญ่ของวงการทีวีเมืองไทย ทำให้หลายค่ายต่างมีความต้องการที่จะได้สิทธิถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก เพื่อขยายฐานผู้ชมและเพิ่มเรตติ้ง ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือ เม็ดเงินโฆษณาสร้างรายได้นั่นเอง

เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้งกล่าวว่า หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเคเบิลทีวีมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียวเท่านั้น เวลามีผู้เล่นเพียงรายเดียวจะทำการตลาดอะไรก็ค่อนข้างง่าย เช่นเดียวกับการต่อรองราคา

“หากมองไปที่กีฬาฟุตบอลในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีเพียงฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพียงรายการเดียวเท่านั้นที่ได้รับความสนใจจากผู้ชม เนื่องจากกีฬาประเภทอื่นๆ
ที่ได้รับความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลยูโรหรือฟุตบอลโลก ครบ 4 ปี จึงจะมีการแข่งขันสักครั้งหนึ่ง” เขมทัตต์ กล่าว

จากปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้การทำธุรกิจเพย์ทีวี ซึ่งมีคอนเทนต์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นคอนเทนต์หลักในการเรียกความสนใจจากผู้ชม จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นการขายระยะยาว 3 ฤดูกาล ประกอบกับการทำเพย์ทีวีเป็นธุรกิจแบบพรีเพด คือจ่ายเงินก่อนจึงจะได้รับชมการแข่งขัน เมื่อได้เงินมาก็สามารถนำไปจ่ายให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จนถึงปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ประกอบกับเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลผู้ชมส่วนหนึ่งหันไปชมการแข่งขันรายการฟุตบอลดังกล่าวในเว็บไซต์เถื่อน ทำให้อุตสาหกรรมเกิดเม็ดเงินรั่วไหล และเมื่อมีผู้เล่นเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้เม็ดเงินที่ใช้ในการประมูลซื้อสิทธิกีฬาดังกล่าวจากเดิมเคยซื้อได้ในราคาที่ถูกเริ่มขยับตัวแพงขึ้น โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีผู้ประกอบการเคเบิลทีวีรายใหม่ คือ ซีทีเอช ทุ่มเงินประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สูงลิ่วถึง 1.2 หมื่นล้านบาท จนได้ชัยชนะ แต่กลับจบไม่สวยงาม เพราะประสบปัญหาต่างๆ นานา

ขณะที่นับจากนี้เทรนด์ของการบริหารสิทธิจะเปลี่ยนไป เพราะแทนที่ประเทศไทยจะเป็นผู้เข้าไปประมูลลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เอง จะเปลี่ยนเป็นธุรกิจระดับภูมิภาคเป็นคนไปประมูล เพื่อนำมาขายต่อ และผู้ประกอบการไทยที่สนใจก็เข้าไปซับไลเซนส์เพื่อนำมาบริหารต่อ

สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้ คือ ผู้ประกอบการที่ได้ซับไลเซนส์มาจะมีการตกลงกันในรูปแบบไหน จะได้สิทธิเฉพาะในการบริหารในประเทศไทย หรือได้ทั้ง 3 ประเทศเหมือนกับผู้ประกอบการก่อนหน้านี้ที่ชนะการประมูลในฤดูกาลที่ผ่านมา อีกทั้งสิทธิที่ได้จะเป็นการแบ่งให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเพย์ทีวีเพียงอย่างเดียว หรือให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี
รายอื่นๆ และฟรีทีวีด้วย

“ที่น่าคิดอีกเรื่องคือ ถ้าผู้ประกอบการเพย์ทีวีได้สิทธิไปแล้ว จะบริหารสิทธิต่อไปได้หรือไม่ เพราะเชื่อว่าเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนไปน่าจะเป็นเงินที่ค่อนข้างสูง” เขมทัตต์ กล่าว

สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับผู้ประกอบการในธุรกิจฟรีทีวีที่ไปซับไลเซนส์มาอีกต่อหนึ่ง เพราะหากใช้งบลงทุนที่สูงมากเกินไปอาจมีคำถามย้อนกลับมาว่าจะไปไหวหรือไม่ แม้ว่าโดยภาพรวมผู้ชมในฟรีทีวีจะมีมากกว่าเพย์ทีวีก็ตาม แต่เนื่องจากเพย์ทีวีเป็นธุรกิจที่ได้เงินมาก่อน ลูกค้าถึงจะรับชมคอนเทนต์นั้นๆ ได้ ต่างจากฟรีทีวีที่จะมีผู้ชมจำนวนมากก่อนจึงจะมีรายได้เข้ามา

ในส่วนของช่องพีพีทีวี เอชดี ยอมรับว่าสนใจจะเข้าร่วมประมูลซับไลเซนส์ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพื่อนำมาออกอากาศในช่องพีพีทีวี เอชดี เนื่องจากเป็นคอนเทนต์ที่มีศักยภาพ สามารถสร้างแบรนด์ของช่องพีพีทีวี เอชดี ให้ผู้ชมทั่วไปรู้จักได้เป็นอย่างดี อีกทั้งบริษัทเองมีการทำกิจกรรมการตลาดทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นออนแอร์ ออนไลน์ หรือออนกราวด์ เชื่อว่าทำให้สมาคมฟุตบอลในต่างประเทศชื่นชอบการทำงานของช่องพีพีทีวี เอชดี

ด้าน พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า รูปแบบของการบริหารลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อังฤษ นับจากนี้เปลี่ยนไปแน่นอน เพราะเดิมมีผู้เล่นรายใหม่พยายามเข้ามารุกตลาดเพย์ทีวี จึงทำให้มูลค่าของลิขสิทธิ์กีฬามันสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงสำหรับตลาดไทย

มาวันนี้ตลาดมีการปรับตัวและกลับมาเหลือจำนวนผู้เล่นใกล้เคียงเดิม มูลค่าของลิขสิทธิ์ก็ปรับตัวลงตามหลัก ดีมานด์ ซัพพลาย แต่สำหรับเจ้าของลิขสิทธิ์ก็อาจพยายามดิ้นรนรักษาระดับราคาเดิมไว้ จึงหาทางออกโดยการกลับไปทำดีลประเภทรีจินัล ดีล (Regional Deal) ที่ผู้ซื้อคนหนึ่งซื้อทีเดียวหลายตลาด แล้วเอาคอนเทนต์ไปผนวกภายใต้แบรนด์ช่อง ซึ่งจะทำให้ความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟของคอนเทนต์หมดไป เพราะคนที่ได้สิทธิไปก็อาจจะเอาคอนเทนต์ช่องมาขายต่อกับลูกค้าหลายๆ รายในตลาดไทยก็เป็นได้

ขณะที่ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยหลักของการทำตลาดแล้ว การลงทุนไปซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งช่องทางเสริมที่ผู้ประกอบการน่าจะให้ความสนใจ คือ การนำแพลตฟอร์มมือถือเข้ามาช่วยในการถ่ายทอดสดเพื่อขยายฐานผู้ชม ขณะเดียวกันยังถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเก็บฐานข้อมูลของลูกค้า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรูปแบบการซื้อช่องรายการพรีเมียร์ลีกต่อจากบีอิน สปอร์ต ยังไม่ชัดเจน จะต้องดูว่าบีอินจะมีข้อเสนอในการขายช่องรายการอย่างไร ซึ่งหากบีอินถ่ายทอดทางช่องบีอิน สปอร์ต ที่มีอยู่แล้ว สมาชิกของทรูวิชั่นส์ก็สามารถรับชมได้

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะเป็นตลาดที่ลิขสิทธิ์กีฬาสำคัญๆ จับตามอง หลังจากซีทีเอชสร้างปรากฏการณ์ทุ่มประมูลสูงลิ่วในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เห็นได้จากการที่ผู้เล่นรายใหญ่ระดับภูมิภาคให้ความสำคัญกับตลาดเมืองไทย อาทิ ช่องบีอิน ที่คว้าสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอล 3 รายการในไทย คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกส์ ยูโรป้า ลีก และลาลีกา สเปน รวมไปถึง ฟอกซ์ หรืออีเอสพีเอ็น ที่ก่อนหน้านี้เคยเข้าประมูลสิทธิการถ่ายทอดสดรายการกีฬาสำคัญในไทยเช่นกัน

แนวโน้มการแย่งลิขสิทธิ์รายการกีฬานับจากนี้จึงมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการผูกขาดโดยผู้ประกอบการรายเดียว จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่การประมูลสิทธิที่กว้างขึ้นยกทั้งภูมิภาค และนำสิทธิไปปล่อยผ่านซับไลเซนส์หลายรายในแต่ละประเทศ เพื่อให้การบริหารคอนเทนต์สร้างมูลค่าได้คุ้มค่ากับเงินที่ประมูลไปมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท